Download PDF

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่  23  กุมภาพันธ์  2554

“อยากประสาน อบต. เมืองเพีย จัดเวทีเสวนาสืบค้นข้อมูล โดยเชิญบุคคลที่มีสายสัมพันธ์กับเมืองเพียเข้าร่วม

เช่น พลตำรวจเอกวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร., น.พ. อำพล จินดาวัฒนะ เลขาฯ สช. เขยเมืองเพีย, น.พ. เปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีต ส.ส. ขอนแก่น, ดร. สัมพันธ์ เตชะอธิก แห่ง มข., รวมทั้ง—” | สุบรรณ เชษฐา 336 ม. 9 ต. โพธิ์ชัย อ. เมือง จ. หนองคาย

เริ่มแรกควรพิมพ์เอกสารเผยแพร่ประวัติความเป็นมาอย่างง่ายๆให้คนอยู่เมืองเพียรับรู้ก่อน

เอกสารง่ายๆบอกความเป็นมาของท้องถิ่นอย่างย่อๆ มีตัวอย่างให้ดูเรื่อง อ. ศรีมโหสถ (จ. ปราจีนบุรี) มาจากไหน? อยู่ใน www.sujitwongthes.com

อย่าเขียนเนื้อหาเป็นวิชาการเยิ่นเย้อยาวยืดยาด มันน่ารำคาญ และไม่น่าอ่าน แล้วคนทั่วไปไม่อ่านหรอก

เมื่อคนเมืองเพียรับรู้เป็นเบื้องต้นพร้อมกันหมดแล้ว ถึงหารือกันเรื่องเวทีเสวนาว่าควรทำแบบไหน? อย่างไร? แล้วควรทำอะไรต่อไป?

ผู้มีประสบการณ์ตรงในเรื่องเอกสารและเสวนาคือ ปรีดา ข้าวบ่อ คนเมืองเพียขนานแท้และดั้งเดิม ขอให้ปรึกษาหารือกันเองตามสะดวก

ผมเพิ่งได้รับจดหมายจากอาจารย์สนอง คลังพระศรี (วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล) เขียนมาร่วมวงเมืองเพีย ดังนี้

“ในฐานะลูกหลานเมืองชนบท-ชลบท-ชลบถ ซึ่งพัฒนาสืบเนื่องจากบ้านเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น และได้เคยรวบรวมและเรียบเรียงประวัติเมืองนี้ไว้เป็นหนังสือเผยแพร่มาก่อนหน้านี้แล้ว ผมมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องเมืองเพีย ดังนี้

  1. 1. บ้านเมืองเพีย แต่เดิมนั้นชื่อ‘โนนกะยอม’ (อ้างถึงคำบอกเล่าของ          เจ้าคุณพระมุนีวรญาณเถร (หลวงปู่เขียว มหานาโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น) หรือ‘ดอนกระยอม’ (อ้างถึงหนังสือประวัติศาสตร์อีสาน ของ เติม วิภาคย์พจนกิจ) ส่วนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็นบ้านเมืองเพียตอนไหนนั้น หากดูตามเอกสารเท่าที่ค้นพบได้ในตอนนี้ ปรากฏเรียกชื่อ‘เมืองเพีย’ มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 (ในใบบอกต่างๆ)
  2. 2. บ้านเมืองเพียมีความสำคัญ เพราะ

2.1 ก่อนที่จะเป็นชุมชนในปัจจุบัน พื้นที่ตั้งบ้านเรือนเดิม เคยเป็นเมืองเก่าโบราณมาก่อน ดังที่พบแนวคันดิน สระน้ำ และขุดพบหลักฐานทางโบราณคดีหลายชิ้น สันนิษฐานว่าตรงกับยุคสมัยทวารวดี

สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บ้านเมืองเพีย ถือว่าเป็น‘บ้านกกบ้านเค้า’  (ภูมิสถานดั้งเดิม) ของเมืองชนบทและเมืองขอนแก่น เพราะทั้งสองเมืองนี้ ล้วนอ้าง

1.1 ประวัติความเป็นมาของเมืองตนว่ามาจากบ้านโนนกะยอมหรือดอนกระยอม

ส่วนเมืองชนบทนั้น เป็นที่ยอมรับโดยดุษณีทั่วกันว่า บรรพบุรุษชาวชนบท ได้อพยพโยกย้ายมาจากบ้านโนนกะยอมหรือดอนกระยอม (เมืองเพีย) เพราะมีระยะทางห่างกันเพียง 5-6 กิโลเมตรเท่านั้น และเป็นเส้นทางผ่านมาจากเมืองท่งหรือเมืองสุวรรณภูมิ (จังหวัดร้อยเอ็ด)

ถ้ามองตามประวัติการตั้งบ้านแปลงเมือง สำหรับผม บ้านเมืองเพียถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองขนาดใหญ่ในภาคอีสาน (ปลายธนบุรีและต้นกรุงรัตนโกสินทร์) ที่มีอาณาบริเวณเชื่อมต่อระหว่างโคราชกับหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก

การเปลี่ยนชื่อจากเดิมคือ โนนกะยอมหรือดอนกระยอม เป็น‘เมืองเพีย’ นั้น ย่อมแสดงให้เห็นถึง 1. ความสำคัญและพัฒนาการของเมืองที่ใหญ่ขึ้น 2. เพื่อรักษาหรืออ้างถึงชื่อดั้งเดิมเก่าแก่ ที่สืบกันมาเสมอนเป็น‘ผญา’ เกี่ยวกับภูมิบ้านนามเมือง  3. เป็น‘บ้านกกบ้านเค้า’ ของ ‘ท่านท้าวพญา’ (เพียเมืองแสนและเพียเมืองแพน) ที่สืบสายตระกูลมาจากเมืองท่ง (สุวรรณภูมิ) นครจำปาศักดิ์ และนครเวียงจันทน์ เป็นลำดับ

เพีย ในชื่อเมืองเพียจึงเป็นตำแหน่งเจ้าเมือง ก่อนที่จะถูกลดฐานะลงเป็นตำแหน่งขุนนาง”

ประเด็นที่อาจารย์สนองยกมาให้พิจารณาทั้งหมดนี้ เป็นสาระสำคัญที่จะทิ้งไม่ได้ ขอให้ร่วมกันแบ่งปันเผยแพร่เถิด