มติชนรายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่  27  ธันวาคม  2553

“ห้องสมุด” กับมิวเซียม หรือ“พิพิธภัณฑ์” ของไทย เป็นแค่เครื่องประดับสำหรับประเทศ แต่ไม่ได้มีไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ของรากหญ้าสามัญชนชาวบ้าน

แท้จริงแล้วห้องสมุดกับมิวเซียมเป็นแหล่งเรียนรู้อยู่ร่วมกันได้ แล้วดีด้วย แต่ระบบการศึกษาแบบแยกส่วนทำให้ผู้มีอำนาจที่ไม่ประสาแหล่งเรียนรู้ สั่งให้แยกห้องสมุดออกจากมิวเซียม เลยล้มเหลวทั้งคู่

ความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับห้องสมุดมีขึ้นเมื่อหน้าข่าวการศึกษาของมติชนจะเปิดคอลัมน์ใหม่สำหรับบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียน และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 21 ธันวาคม 2553 หน้า 23)

“เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับห้องสมุดของแต่ละที่ว่ามีจุดดีจุดเด่นอย่างไร มีการบริหารจัดการอย่างไร รวมถึงปัญหาอุปสรรคที่พบเจอ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างบรรณารักษ์ห้องสมุดทั่วประเทศ

และอาจเป็นแนวทางให้หลายๆสถานศึกษานำไปใช้ในการพัฒนาห้องสมุดของตนเองให้ทันสมัยมีชีวิตชีวา”

นี่เป็นช่องทางสำคัญอย่างหนึ่งในหลายๆอย่างที่จะกระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้าของห้องสมุดที่มีบุคคลสำคัญคือบรรณารักษ์

บรรณารักษ์แบบไหนที่สังคมไทยควรมีมากๆ? ขอคัดจากหนังสือ แนวคิดเสนอรัฐบาล สังคมหนังสือ และสังคมการอ่านในประเทศไทย โดย มกุฏ อรฤดี,         มูฮมัด บินมูดอ (สำนักพิมพ์ผีเสื้อ พิมพ์ครั้งแรก ธันวาคม 2553 หน้า  92)

“เราต้องการบรรณารักษ์แนวใหม่ ที่ไม่ใช่คนนั่งเฝ้าหนังสือ หรือคอยขู่คนที่จะยืมหนังสือ ว่าอย่าคุยเสียงดัง อย่าทำหนังสือยับ

เราต้องการบรรณารักษ์ที่เก่งเรื่องการระบายหนังสือไปสู่คนทั่วไป จัดรายการลดแลกแจกแถมให้คนเข้ามายืมหนังสือเยอะๆ ต้องส่งเสริมการอ่าน เป็นที่พึ่งของคนที่คิดอะไรไม่ออกอยากเข้ามาหาความรู้ในห้องสมุด

ราคา  187  บาท

เงินงบประมาณนับพันนับหมื่นล้าน ที่รัฐบาลนี้ใช้ไปในเรื่องการอ่าน ทั้งการประมูลหนังสือในชั่วพริบตา การตั้งหน่วยงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน และงานส่งเสริมการอ่านของกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนงบประมาณกระทรวงวัฒนธรรม ฯลฯ ที่ใช้จ่ายไปอย่างรวดเร็วในแต่ละปีนั้น

หากรัฐบาลเข้าใจการบริหาร ‘ระบบหนังสือ’ และคิดตั้งสถาบันหนังสือแห่งชาติ (ในชื่อใดก็ตาม) เงินจำนวนนั้นจะดูแลรับผิดชอบระบบหนังสือ และพัฒนาการอ่านของชาติไปได้นับร้อยปี หรือจนสิ้นชาติ

บทสรุปความพยายามในรอบ 40 ปี ของฅนไทยเล็กๆที่หวังจะให้รัฐบาลเป็นผู้คิดดำเนินงานและใช้ประโยชน์จากสถาบันหนังสือ และการอ่าน รวมทั้งพัฒนาวิชาชีพ พัฒนาผู้ฅนในชาติ เพื่อดำรงประเทศด้วยสติปัญญา

เช่น ตาสีตาสาอยากแก้ปัญหาดินเปรี้ยว บรรณารักษ์ก็หาหนังสือให้ได้ เขาอ่านไม่ออก ก็หาวิธีให้เขารู้ข้อมูลได้ด้วยหนทางต่างๆนานา ต้องคิดมากกว่าเรื่องหนังสือ

เช่น ทำอย่างไรให้คนแก่ที่อยู่บ้านอย่างเดียว มาห้องสมุด แล้วยืมหนังสืออะไรก็ได้ไปสักเล่ม”

ที่จริงบรรณารักษ์ในห้องสมุด กับ ภัณฑารักษ์ในมิวเซียม มีภาระ“บริการ” คือบริการข้อมูลความรู้ให้คนทุกคนอย่างอ่อนน้อมถ่อมตัว

แต่สังคมเจ้าขุนมูลนายครอบงำให้บรรณารักษ์กับภัณฑารักษ์กลายเป็น              “นังมารร้าย”ของคนทั่วไป น่าเสียดายอย่างยิ่ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะส่งเสริมให้การอ่านเป็นวาระสำคัญของสังคมไทย (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 21 ธันวาคม 2553 หน้า 22)

แต่ไม่พูดถึง“การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ” ที่รัฐมนตรีฯคนก่อนประกาศไว้ครึกโครม จึงไม่ได้ประเมินว่าสำเร็จหรือล้มเหลวแค่ไหน? อย่างไร?

เลยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นถึงจะประกาศใหม่ให้ต่างจากเดิม? หรือมีงบฯเหลือเฟือ? ฯลฯ เพื่อแบ่ง“หัวคิว” จัดงานเปิดตัวsublingual tabs viagra Buy silvitra online canadadocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);