มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่   3   ธันวาคม  2553

“กำแพงดิน” รู้กันทั่วไปว่าเป็นชื่อเรียกย่านซ่องโสเภณีราคาถูกของเมืองเชียงใหม่ที่มีมานานก่อน พ.ศ. 2500

สืบทุกวันนี้ยังเป็นที่กล่าวขวัญถึงสัญลักษณ์คู่เมืองในอุดมคติ“ความเป็นไทย”ของสาวเครือฟ้า

ที่เรียกชื่อว่า“กำแพงดิน” เพราะเป็นบริเวณมีกำแพงเมืองเชียงใหม่ก่อคันดินเป็นแนวเนินลักษณะดั้งเดิมเก่าแก่ตั้งแต่ยุคแรกสถาปนาเมื่อ พ.ศ. 1839 โดยพญามังราย (หรือก่อนหน้านี้ก็ได้)

ทุกวันนี้ส่วนกำแพงดินอยู่นอกแนวกำแพงอิฐที่มีผังสี่เหลี่ยมเพิ่งก่อขึ้นสมัยหลังกำแพงดิน

กำแพงอิฐเมืองเชียงใหม่บางส่วนที่เห็นซากประตู, กำแพง, ป้อม ไม่ใช่กำแพงเมืองยุคพญามังราย ถ้ากำแพงยุคพญามังรายแท้ๆต้องเป็นกำแพงดิน

ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สำรวจศึกษากำแพงเมืองเชียงใหม่และกำแพงดิน ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2508-09 มีรายงานเรียกร้องให้ดูแลรักษากำแพงเมืองเชียงใหม่และกำแพงดิน ที่ขณะเป็นชุมชนซ่องโสเภณีมาก่อนนานแล้ว และกำลังขยายตัวอย่างช้าๆ

ในยุคนั้นผมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่เริ่มเข้าร่วมรายงานข่าวเรื่องนี้ ผลที่ได้รับคือ ถูกด่าทอจากผู้มีอำนาจทุกฝ่ายว่าขัดขวางความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของชาติ มีนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนกลุ่มหนึ่งเขียนคอลัมน์เยาะเย้ยถากถางเสียดสีใส่ผมอยู่นานต่อมาอีกหลายปีว่าเป็นพวกหลงงมงายอิฐหักกากปูน

พอเขียนตอบโต้กลับบ้าง ก็โยนข้อหาใหม่ใส่ความว่าก้าวร้าว ยิ่งโต้แย้งเรื่องคนไทยไม่ได้มาจากไหนก็ใส่ความว่าแข็งกระด้างไม่มีสัมมาคารวะ ไม่สุภาพ

แต่ที่พวกมันเขียนด่าทอถากถาง กลับได้รับยกย่องเป็นวิชาการและเป็นวรรณกรรม

มีคณาจารย์และนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้งแต่ราว 40 ปีมาแล้ว เรียกร้องให้ดูแลรักษากำแพงดินยุคพญามังราย ที่ครั้งนั้นยังมีเหลือมากไว้เป็นหลักฐานเมืองเชียงใหม่

แต่คนเมืองไม่มีใครเดือดร้อนอะไรเลย กรมศิลปากรก็สู้รบไม่ไหวเพราะเหลือกำลังจะต้านทาน

เหลือแค่นี้ – กำแพงดินซึ่งเป็นกำแพงเมืองเก่าแก่ อายุ 714 ปี คู่เมืองเชียงใหม่ ถูกบุกรุกทำลายจนเกือบไม่เหลือร่องรอยกำแพงเมืองเก่าที่เห็นเป็นจุดหนึ่งที่ตั้งอยู่ด้านหน้าอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ล่าสุด สำนักงานศิลปากรเชียงใหม่ที่ 3 และเทศบาลนครนครเชียงใหม่สั่งระงับการก่อสร้างแล้ว เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน (ภาพและใต้ภาพจากหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2553 หน้า 1)

แท้จริงแล้วกำแพงเมืองทำด้วยดินและอิฐ ทั้งที่เชียงใหม่และที่อื่นๆทั่วประเทศ เช่น สุรินทร์, บุรีรัมย์, ร้อยเอ็ด, ลำปาง, ลพบุรี, นครศรีธรรมราช, ฯลฯ มีเหตุถูกทำลายย่อยยับอัปรีย์คล้ายคลึงกัน

คือจากการเมือง(ระดับชาติและท้องถิ่น) เอื้อให้ราชการที่เกี่ยวข้องกับที่ดินโบราณสถานและที่ดินสาธารณะ ร่วมมือกับทุนเข้าทำลายกำแพงเมืองเพื่อเอาที่ดินมาใช้ประโยชน์ทางพาณิชย์ โดยประชาชาวบ้านต้องหดหัว(ไม่ใช่มุดหัว)

นักโบราณคดี กรมศิลปากร  สู้รบปรบมือเพื่ออนุรักษ์กำแพงอิฐและกำแพงดินเชียงใหม่มายาวนานไม่น้อยกว่า 50 ปีมาแล้ว

แต่สู้รบต้านทานอยู่พวกเดียวไม่ไหว ดังเห็นจากกำแพงดินที่มีราชการอื่นๆเกี่ยวข้องอีกมาก ล้วนมีผลประโยชน์ทับซ้อนมหาศาลด้วยอำนาจบงการจากการเมือง โดยที่ประชาชาวบ้านต้องยอมจำนน แต่คุมแค้นแน่นใจ เพราะทำอะไรไม่ได้

ดูแต่เจ้านายเชียงใหม่ยังทำได้แค่เพิ่งกล้าแสดงตนบ่นพึมพำออกมาดังๆเมื่อกำแพงดินถูกทำลายมาแล้วราว 50 ปี

forzest erfahrungen order ?v gel document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);