มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่  23  พฤศจิกายน  2553

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของกรมศิลปากร ที่กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ นับเป็น“มิวเซียมท้องถิ่น”

แต่มีข้อเสียคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเหล่านั้นทำยกตัวเองแปลกแยกจากท้องถิ่น, ไม่เคารพท้องถิ่น, ไม่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาท้องถิ่น เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาท้องถิ่น

พระวิษณุ หินทราย กับโบราณวัตถุอื่นๆ พบใน   เมืองมโหสถ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี

แต่พิพิธภัณฑ์ฯไม่มีประวัติศาสตร์สังคมบอกความเป็นมาของ จ. ปราจีนบุรี

ควรคืนพระวิษณุและโบราณวัตถุอื่นๆไปเมือง มโหสถ แล้วสร้างมิวเซียมเมืองมโหสถ จัดแสดงโบราณวัตถุจำนวนมากของที่นั่น เพื่อบอกประวัติศาสตร์สังคมความเป็นมาของเมืองมโหสถที่มีอายุเก่ากว่าพระปฐมเจดีย์ที่     จ. นครปฐม

 

มิวเซียมท้องถิ่น จัดแสดงประวัติศาสตร์สังคม บอกความเป็นมาของท้องถิ่นนั้นๆ

เช่น บอกต้นน้ำลำธาร, แม่น้ำลำคลอง, และเส้นทางไหลหลากจากที่สูงสู่ที่ต่ำ แล้วเกิดห้วยหนองบึงบุ่งทาม, แล้วบอกชื่อบ้านนามเมืองซึ่งระบุลักษณะภูมิประเทศนั้นๆ จะได้รู้และเข้าใจไม่ทำถนนและก่อสร้างอาคารสถานที่กั้นทางน้ำไหลหลาก ดังมีปรากฏการณ์ธรรมชาติให้ทุกข์ยากทั่วประเทศในบัดนี้

ถ้าทำได้จริง จะส่งผลดีมีคุณหลายด้านให้ท้องถิ่นมั่นคงแข็งแรงด้วยปัญญาข้อมูลความรู้ แล้วอาจมีผลพลอยได้อย่างดีๆ คือความมั่งคั่งตามมาจากการท่องเที่ยวสร้างสรรค์, เศรษฐกิจสร้างสรรค์, ฯลฯ

แต่จริงๆแล้วทำไม่ได้ และไม่มีอนาคตจะทำได้ เพราะ“เบ้าหลอม” และ “ต้นแบบ”ของผู้มีอำนาจบริหารจัดการไม่ยอมรับความจริง จึงไม่ปรับเปลี่ยน“วิถีคิด” กับ“วิธีทำ” ให้อดีตรับใช้ปัจจุบัน เพื่อสร้างสรรค์อนาคตสังคมไทย

กรมศิลปากร มีอำนาจบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์“ต้นแบบ” โดยรับบุคลากรจาก  “เบ้าหลอม”ที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยศิลปากร ผลิตออกมาบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย

ถ้าจะมีความสำเร็จบ้างก็ในแง่“รูปแบบ”จัดโกดังเก็บของเก่าด้วยเฟอร์นิเจอร์แพงๆได้ดี แต่ไม่มี“เนื้อหา”อะไรเลย

ฉะนั้น “มิวเซียมท้องถิ่น” เป็นเรื่องไกลตัวมากๆของหน่วยงาน 2 แห่ง เพราะต่างก็ไร้เดียงสาทางประวัติศาสตร์สังคมที่บอกความเป็นมาของท้องถิ่น

เมื่อมิวเซียมไม่บอกเล่าประวัติศาสตร์สังคมและความเป็นมาฯ คนก็ไม่รู้จะเสียเงินตีตั๋วเข้าไปทำไม? เพราะไม่มีอะไรดู นอกจาก“ของเก่า”ที่ไม่อยากดู แต่อยากรู้ ก็ไม่มีบอก

ในทางที่ถูกแล้ว “เบ้าหลอม”คนพิพิธภัณฑ์ กับ“ต้นแบบ”พิพิธภัณฑ์ ต้องร่วมกันพิจารณาตรวจสอบตัวเอง

แต่หวังอะไรไม่ได้ เพราะมีผู้รักกิจการพิพิธภัณฑ์จำนวนไม่น้อย เขียนบอกอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว ไม่มีใครยอมพิจารณาตรวจสอบตัวเอง มีแต่แก้ตัวโดยอ้างทฤษฎีล้าหลังของฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคม แล้วเสวยรมย์อยู่เป็นปกติ

คนเข้าพิพิธภัณฑ์ก็ลดลงเรื่อยๆ นั่นไงล่ะ