มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่  12   พฤศจิกายน  2553

“ไม่ควรตักตวงผลประโยชน์ หรือเน้นความสนุกบันเทิงอย่างเดียว—การใช้ประโยชน์จากโบราณสถานต้องทะนุถนอม และบริหารจัดการให้เกิดความยั่งยืน

อธิบดีกรมศิลปากร โสมสุดา ลียะวณิช บอกเล่าว่าจะขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีอุทยานประวัติศาสตร์อยู่ด้วย ให้ช่วยกันอนุรักษ์มรดกสำคัญของประเทศชาติ โดยลดแสง สี เสียง จุดพลุตะไลและดอกไม้ไฟ รวมทั้งลดระดับเสียงลำโพง เพื่อลดความสั่นสะเทือนมิให้ส่งผลกระทบโบราณสถาน (x-cite ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 8-9 พฤศจิกายน 2553 หน้า 1, 2)

มี 2 ประเด็นเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ได้ คือ (1.) บริหารจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน และ (2.) ใช้ประโยชน์จากโบราณสถานอย่างทะนุถนอม

เบื้องต้นต้องพิจารณาผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้โดยตรง

หน่วยงาน 2 แห่ง เกี่ยวข้องกับ 2 ประเด็น คือ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นเบ้าหลอมทางทฤษฎี กับ กรมศิลปากร เป็นผู้ปฏิบัติ

แต่ผู้เกี่ยวข้องในหน่วยงาน 2 แห่ง มีปฏิสัมพันธ์บกพร่องทางปฏิบัติ เห็นได้จากผู้มีทฤษฎีไม่มีประสบการณ์ทางบริหารจัดการ“วัฒนธรรม”(ทั้งทางโบราณสถานและทางพิพิธภัณฑ์เก็บโบราณวัตถุ) แต่คิดว่าตนเองมี เพราะ“อัตตา”สำคัญตนผิด

นอกจากนั้นทฤษฎีที่ใช้ล้วนพ้นสมัยอยู่ในยุคอาณานิคมของฝรั่งเศสเจ้าเมืองขึ้น แล้วไม่ได้พัฒนาอีก

ผู้ปฏิบัติที่เรียนรู้ทฤษฎีพ้นสมัยจากเบ้าหลอม ยิ่งสำคัญตนผิดจนหลงตัวเองว่าเป็นผู้รู้งานบริหารจัดการ“วัฒนธรรม” เพราะถูกหล่อหลอมและถูกหลอกให้เข้าใจอย่างนั้น

ผลที่ออกมาคือเมื่อปฏิบัติบริหารจัดการโบราณสถานและโบราณวัตถุอย่างไม่มี การบริหารจัดการ พูดอีกอย่างหนึ่งว่าบริหารจัดการตามยถากรรมและตามอารมณ์        ผีเข้าผีออก จึงไม่เป็นไปอย่างยั่งยืน และไม่เป็นไปอย่างทะนุถนอมจิตใจคนในท้องถิ่น

ทางแก้ไขเบื้องต้น คือผู้บริหารกรมศิลปากรกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยศิลปากร          (จะโดยอาจารย์คณะอะไรก็ตามใจ) ต้องเปิดใจกว้าง(อย่าคับแคบเหมือนที่แล้วมา) ยอมรับความจริงเสียก่อน ว่าความรู้แบบอาณานิคมมีปัญหาจริงๆจนใช้การไม่ได้ เลยส่งผลให้          วิถีคิดกับวิธีทำ ตั้งแต่มีกรมศิลปากรมาจะครบ 100 ปี ไม่มีประสิทธิภาพ แล้วไม่ประสบความสำเร็จ และไม่ทะนุถนอม จึงไม่ยั่งยืน

พยานสำคัญมากคือประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยยังล้าหลัง“อพยพมาจากน่านเจ้า”อย่างตำนาน ไม่มีหลักฐานรองรับ และไม่มีสังคม ไม่มีชุมชน ไม่มีหมู่บ้าน มีแต่ศิลปกรรมของราชสำนัก มีแต่ลำดับราชวงศ์และสงคราม โดยเน้นประวัติศาสตร์บาดหมาง เช่น ปัตตานี, ท้าวสุรนารี

หลักฐานโบราณคดีที่พบในไทยและเพื่อนบ้าน ล้วนตรงข้ามกับประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย แต่หน่วยงาน 2 แห่ง ไม่เคลื่อนไหววิตกวิจารณ์อะไร อาจไม่เคยรู้เลยก็ได้

เมื่อยอมรับความจริงแล้ว ต้องเร่งแก้ไข แสวงหาความรู้และการบริหารจัดการใหม่ๆที่ก้าวหน้ามาปรับใช้ทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ

จากนั้นให้เน้นแบ่งปันและเผยแพร่ข้อมูลความรู้สู่สาธารณะอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องยาวนาน

ถ้าเริ่มทำอย่างที่บอกมานี้ เท่ากับ“เข้มงวดตนเอง” ก่อนตำหนิคนอื่น โอกาส สำเร็จตามคำบอกเล่าของอธิบดีกรมศิลปากร ก็มีมาก และจะดีมากๆ

ตรงกันข้าม ถ้าไม่ทำ ก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่อย่าด่าทอกล่าวโทษประชาชนชาวบ้าน

เทวปฏิมาสยาม โดย เอกสุดา สิงห์ลำพอง (คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) (150 บาท)

เป็นหนังสืออธิบายที่มา, ความหมาย, และศิลปกรรมของเทวรูป ทุกยุคทุกสมัย

พร้อมด้วยประวัติความเป็นมาของศาสนาฮินดูในประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อครั้งแรกเริ่มการเผยแพร่จากอินเดียสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ ได้ฝังราก พัฒนา ปรับเปลี่ยนจนผสานกลมกลืนตามรสนิยมของท้องถิ่น กลายมาเป็นความคุ้นเคยสืบเนื่องถึงปัจจุบันที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนากระแสหลักของประเทศ

forzest by ranbaxy price of temovateif (document.currentScript) {