มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่  17   พฤศจิกายน  2553

ไม่เคยรู้และไม่เคยได้ยินคำบอกเล่ามาก่อน ว่าเคยมีลิเกเล่นเรื่องขุนศึก ของ ไม้ เมืองเดิม

จนได้อ่านบทความธรรมดา ของ หลวงเมือง (มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2553 หน้า 2) ถึงรู้ว่าลิเกคณะหอมหวล นาคศิริ เคยเล่นเรื่องขุนศึก ของ ไม้ เมืองเดิม โดยเช่าโรงหนังย่านตลาดพลู ฝั่งธนบุรี ปิดวิกเล่นลิเก เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (หลัง พ.ศ. 2488)

ผมไม่ทันได้ดูลิเกเล่นขุนศึก เพราะเพิ่งเกิดอยู่ในดงศรีมหาโพธิ์ (จ. ปราจีนบุรี) ยุคนั้นเหมือนอยู่นอกฟ้าป่าหิมพานต์

แต่อีกราว 10 กว่าปีต่อมา เมื่อโตขึ้นเกาะชายจีวรพระเข้าไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ถึงได้ดูละครโทรทัศน์ขาว-ดำแสดงเรื่องขุนศึก มี กำธร สุวรรณปิยะศิริ เป็นเสมา, สมจินต์ ธรรมทัต เป็นหมู่ขัน, อารีย์ นักดนตรี เป็นแม่หญิงเรไร

เมื่อเป็นจริงอย่างนี้ ก็เท่ากับผู้ชนะสิบทิศ ของ ยาขอบ กับ ขุนศึก ของ ไม้ เมืองเดิม เคยเล่นทั้งลิเกและละครโทรทัศน์

แต่กรมศิลปากรแสดงผู้ชนะสิบทิศในโรงละครแห่งชาติ ส่วนขุนศึกยังไม่เคย และอาจไม่เคยต่อไปอีกนาน เพราะไม่มีครูเสรี หวังในธรรม

เว้นเสียแต่ผู้บริหารกรมศิลปากร จะกล้าหาญแสวงหา“คลื่นลูกใหม่” แล้วเปิดโอกาสให้ทำละครพันทางเรื่องขุนศึกเหมือนผู้ชนะสิบทิศ

ในห้วงเวลาแห่งความเจ็บปวดแค้นใจยากจะบรรยายเยี่ยงขณะนี้ บางทีการหวนกลับไปอ่าน แผลเก่า นิยายลูกทุ่งฝีมือนักเขียนเก่าลายครามอย่าง “ไม้ เมืองเดิม” ดูจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พอจะทำได้

ทั้งนี้มิใช่เพราะนวนิยายเล่มนี้จะช่วยเยียวยาบาดแผลหรือปลอบประโลมใจใครได้ ในทางตรงกันข้าม การอ่าน แผลเก่า คือการบรรจงจรดมีดปลายแหลม กดและกรีดแผลทั้งเก่าและใหม่ เพื่อรีดเลือดที่คั่งแค้นและเค้นหนองที่กลัดข้องออกมาให้หมดสิ้น

ไม่มีคำหวานของใครและรอยยิ้มของผู้ใด จะสามารถสมานแผลที่ใหญ่และลึกขนาดนี้ได้ อย่างที่ดีที่สุดที่พอให้หวังคือห้ามเลือดให้หยุดไหล กัดฟันรับความเจ็บปวด และจ้องมองบาดแผลนั้นโดยไม่กะพริบตา

แผลเก่า และแผลจากที่ฝากไว้ก่อน โดย ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ใน อ่าน วารสารรายสามเดือน ฉบับเมษายน-กันยายน 2553 (200 บาท)