มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่   3   กันยายน    พ.ศ. 2553

“เสือมันเข้ามาเมื่อคืนถึงประตูเมือง พวกมึงรู้ไหมวะ” แม่ค้าขายกะปิน้ำปลาจากยี่สาน บางตะบูน แม่กลอง พูดกับแม่ค้าขายขนมสดที่ตลาดใหญ่ท้ายพระนครในตอนย่ำรุ่งขมุกขมัวมีน้ำฝนเฉอะแฉะ

“ฝนฟ้าโครมครามตั้งแต่ยามสองมาซาลงยามสาม กูนอนหลับเป็นตาย” แม่ค้าขายผักจีนกับเครื่องเจ๊กประเภทเต้าหู้ยี้กับเต้าหู้แผ่นพูดขึ้น “ตื่นมาเตรียมของมันยังไม่สะเด็ดน้ำ ยังพรำๆ”

“อีกหน่อยเสือมันจะเข้ามาคาบหัวมึงไปกิน” แม่ค้าขายกะปิน้ำปลาพูดต่อ

“เข้ามาไม่ได้ เพือกนายด่านทำนบรอฆ่าทิ้งลงน้ำก่อน” แม่ค้าผักจีนพูดโต้           “มีทางเข้าทางเดียว”

“เสือมันขย้ำหัวนายด่านแล้วเมื่อคืน”

“มึงพูดอะไรวะ”

“ด่านทำนบรอถูกปล้นเมื่อคืน ผัวกูเพิ่งกลับจากทำนบรอ” ผัวแม่ค้าขายกะปิน้ำปลาเป็นเจ้าพนักงานกรมพระนครบาล อยู่ยามรักษาที่ศาลาเชิงทำนบ พูดกระซิบกระซาบบอกแม่ค้าขายผักจีน

“ตอแหล พวกเสือปล้นที่ไหนจะกล้าเข้ามา”

“กล้ามาแล้วไปแล้วเมื่อคืน”

“มึงไม่หลอกกูแน่นะ”

“หลอกมึงแล้วกูจะได้อะไร”

“ได้หลอกกูไง”

“ไม่เชื่อก็ตามใจ ให้ระวังตัวด้วย เพราะมันวุ่นๆพิกล เขาว่าศึกใกล้เข้ามา คนก็พากันหนีเข้าเมืองแย่งกันอยู่ แย่งกันกิน—”

แม่ค้าขายหมูถือมีดปังตอเข้ามาใกล้แล้วป้องปากว่า

“มีคนว่าเจ้าแขกที่ถูกเนรเทศหนีกลับเข้ามาแล้ว” แม่ค้ามองซ้ายขวาแล้วทำทีบ้วนน้ำหมากลงดินตีนเปล่าย่ำลงไปเป็นโคลนเลน “ถ้าเจ้าแขกมารบศึกก็จะดี ผัวกูว่าเพือกสำเภาจากไหหลำกวางตุ้งเขาจะอยู่กับเจ้าแขก”

“นี่มึงพูดอะไร กูฟังแล้วใจคอไม่ดี ดูซี่ตัวกูสั่น—”

ผู้คนเดินเข้ามาเลือกหาซื้อกับข้าวกับปลามากขึ้น พวกแม่ค้าพากันปิดปากเรื่องอื่นๆ แล้วเปิดปากร้องเรียกให้ซื้อสิ่งของวางขายตลาดเช้าย่านประตูนายก่ายลงใต้ทางท้ายเมือง

“ถ้ามีเจ้าแขก ก็ไม่มีเสือมาเหยียบถ้ำสิงห์” คนพูดหมายถึงถ้ากรมหมื่นเทพพิพิธยังมีกำลังอยู่ในกรุง แล้วคุมอำนาจรักษาพระนคร ก็ไม่มีพวกปล้นจากที่ไหนไม่รู้มาปล้นด่านทำนบรอ

ทำนบรออยู่ชานกำแพงพระนครใกล้ป้อมมหาไชยกับตรงข้ามวัดมณฑป มีแต่เจ้าพนักงานกรมพระนครบาลอยู่ยามเฝ้ารักษาตรวจตราคนผ่านไปมาเข้าออกนอกในกรุง ไม่ใช่ด่านภาษี จึงไม่มีทรัพย์สินสิ่งของมีค่า แต่มีกลุ่มคนมาปล้นตอนกลางคืนดื่นดึกมิได้หวังทรัพย์สิน ย่อมหมายถึงท้าทายอำนาจกรุงโดยตรง

ขณะนั้นในกรุงยุ่งเหยิงยุบยับสับสนด้วยผู้คนกลัวศึกก็พากันหนีเข้าไปอยู่ในกำแพงพระนคร ทำให้ชุลมุนวุ่นวายต่อเนื่องมาหลายเดือนแล้ว แต่ส่วนมากยังรีรอหยั่งเชิงอยู่รอบพระนครไม่ย้ายเข้าในพระนคร ดังนั้นเมื่อมีพวกปล้นทำการอุกอาจเหยียบถึงทำนบรอก็ยิ่งรู้ว่าการป้องกันเหตุเภทภัยไม่แข็งแรง หากมีศึกมาถึงจริงๆจะแตกยับง่ายๆ

“ถ้าเจ้าแขกยังอยู่ ป่านนี้พวกอังวะหนีกลับไปแล้ว” พวกขุนนางผู้น้อยซุบซิบกันตรงท่าสิบเบี้ยเมื่อข้ามเรือจ้างเข้ามาในพระราชวังทำราชการ

“กูได้ยินในวังพูดกันว่าเจ้าแขกอาสารบศึก”

“ก็ดีน่ะซี่ จะได้ไล่ฟันคอพวกที่ยกมาให้สิ้นซากซะที”

“ในวังไม่วางใจ กลัวว่าเจ้าแขกไม่รบศึกอย่างเดียว แต่จะรบเอากรุงด้วย”

“ระวังมะพร้าวห้าวยัดปาก กูไม่คุยกับมึงแล้ว”

เจ้านายจำนวนไม่น้อยก็พากันซุบซิบถึงเจ้าแขก กรมหมื่นเทพพิพิธเรื่องอาสารบศึกแก้กรุง แต่พระเจ้าเอกทัศไม่วางพระทัยเลยให้มหาดไทยกลาโหมร่วมกันส่งกำลังไปควบคุม แต่แล้วก็คุมไม่ได้ เพราะเจ้าแขกรู้ก่อนเลยหนีไปทางฝั่งทะเลตะวันออกทางเมืองจันทบูร ถึงกระนั้นก็ยังส่งคนมาบอกว่าอาสารบศึกอีก

ฝ่ายกองทัพอังวะที่ยกล่วงถึงบางกอก จะเข้าตีเมืองธนบุรีที่กองทัพเมืองนครราชสีมายกหนีกลับไปโคราชแล้ว เมื่อไม่มีกองทัพต้านทานก็เที่ยวปล้นสะดมหาเสบียงอาหารตามบ้านเรือนราษฎรทั่วไป

เมืองธนบุรีมีป้อมปราการอยู่ริมแม่น้ำใหญ่ ส่วนท้ายเมืองมีเรือกสวนอุดมสมบูรณ์ พวกอังวะจุดไฟเผาป้อมปราการแล้วจุดระเบิดพังรากกำแพงไม่ให้เป็นที่กำบังของผู้คนต่อไปอีก เสร็จแล้วขยายกำลังเผาเรือกสวนไม่ให้เป็นเสบียงเลี้ยงคนในกรุงเหมือนที่ทำมาก่อนทุกแห่งที่ตีบ้านเมืองรอบๆทางราชบุรี เพชรบุรี จะได้อ่อนแอแล้วยอมแพ้ต่อไปข้างหน้า

ระหว่างทางเมืองธนบุรีที่บางกอกกับพระนครศรีอยุธยา มีบ้านเล็กเมืองน้อยอยู่ริมแม่น้ำกับอยู่ลึกเข้าไปในคลองหลายแห่ง คนในหมู่บ้านบางแห่งถูกกองทัพอังวะล้อมไว้ให้ยอมอ่อนน้อมก็พากันยอมดีๆไม่มีขัดขืน แล้วยอมไปรบเป็นพวกอังวะด้วยเพราะอยู่ไปก็รังแต่จะเดือดร้อนจากอำมาตย์ขุนนางในกรุง

เมื่อกองทัพอังวะเผาบ้านเรือนทำลายป้อมกำแพงเมืองธนบุรีจนพอใจแล้วก็ถอนทัพกลับค่ายที่ดงรัง เมืองกาญจนบุรี เพื่อวางแผนออกทำลายแหล่งเสบียงเลี้ยงกรุงต่อไปให้สิ้น กรุงศรีอยุธยาจะได้แตกตามต้องการ กองทัพอังวะแยกย้ายกันออกทำลายแหล่งเสบียงเลี้ยงกรุงเป็นประจำอย่างมีแผนการรัดกุม แล้วมีผลพลอยได้คือกวาดเสบียงมาเลี้ยงค่ายด้วย

ขณะนั้นมีเรือใหญ่กับเรือเล็กบรรทุกสินค้าหลายอย่างของนายเรืออังกฤษชื่อปอเนเข้ามาทางปากน้ำ ครั้นถึงด่านก็ติดโซ่ขึงพาดขวางแม่น้ำเรือแล่นผ่านไม่ได้

ล่ามเรืออังกฤษเป็นชาวมลายูขึ้นไปรายงานนายด่านว่าบรรทุกผ้าสุหรัดหลายสิบมัดมาเต็มลำ แต่มีเสือตัวหนึ่งจากเมืองสุหรัดกับม้าอาหรับตัวหนึ่งจะถวายพระเจ้าเอกทัศด้วย

“ของกูล่ะ” นายด่านถามล่ามมลายูถึงของกำนัลตัวเอง

ล่ามมลายูเข้าไปถามนายเรือชื่อปอเนชาวอังกฤษ แล้วกลับออกมาบอกนายด่านว่า

“นายฝรั่งมีของพิเศษกำนัลนายด่าน”

“อะไรล่ะ”

“เหล้าฝรั่งในขวดแก้ววิเศษ” ล่ามมลายูพูดเนิบช้าแต่ไม่ชัดนัก แล้วค่อยๆหยิบขวดเหล้าฝรั่งออกมาจากผ้าที่ห่อไว้ส่งให้นายด่านที่ยืนนิ่งอย่างงงๆ

นายด่านเอาดาบวางลงกับพื้นดิน แล้วนั่งยองๆยกมือพนมเหนือหัวไปทางนายเรืออังกฤษปอเน พลางพูดดังว่า

“สาธุ เจริญๆเถอะพ่อคู้น อยากได้อะไร จะให้ทำอะไรบอกมา จะทูนหัวให้”

เสร็จแล้วปล่อยให้เรือขนสินค้าของอังกฤษผ่านไปกรุงไม่ต้องเก็บภาษี