มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่   27  สิงหาคม    พ.ศ. 2553

“กลาโหมให้มาบอกพระคุณว่าให้ทัพเมืองพิษณุโลกยกไปตีค่ายอังวะที่แม่กลองทางดงรัง” หลวงเทพทูลฉลองพูดกับหลวงมหาดไทยพิษณุโลกที่ค่ายภูเขาทอง

“ทำไมกลาโหมไม่เรียกข้าเข้าไปในเมืองแล้วบอก” หลวงมหาดไทยถาม “หรือไม่ก็ออกมาบอกเอง”

“ให้รีบมาบอกไว้ก่อน เพราะนายท่านมีราชการยุ่งเหยิงทั้งวันทั้งคืน” หลวงเทพทูลฉลองอธิบาย

“ท่าซ้ายหรือท่าขวาล่ะ”

“ท่าแท่อะไร”

“ก็ราชการท่านนายกลาโหมไงล่ะ รู้ไหมว่าราชการท่าไหน” หลวงมหาดไทยทำทีสงสัยเลยไต่ถามหลวงเทพทูลฉลองของกลาโหม แล้วพูดเปรยให้ได้ยินต่อไปอีกว่า “ท่านนายมหาดไทยสมุหนายกก็มีราชการท่าซ้ายท่าขวาเหมือนกันนั่นแหละ ถึงไม่มีใครเดือดเนื้อร้อนใจศึกที่มีเข้ามา”

ท่าซ้ายท่าขวาเป็นราชการค้าทะเลสมุทร ถ้าหันหน้าทางทิศใต้ลงไปเมืองเพชรบุรี เมืองชุมพร เมืองปักษ์ใต้ ตลอดเมืองแขกมลายู ก็จะเห็นว่าทางซ้ายเป็นทะเลสมุทรแล่นสำเภาไปเมืองจีนกวางตุ้ง ส่วนทางขวาเป็นทะเลสมุทรแล่นสลุบกำปั่นไปเมืองลังกา เมืองพราหมณ์รามเทศทั้งหลายจนถึงเมืองฝรั่งอังกฤษฮอลันดา

พระคลังโกษาธิบดีเป็นมหาเสนาบดีควบคุมกิจการค้าทะเลสมุทรทั้งปวง               ทั้งทางซ้ายและทางขวา โดยมีกรมท่าคอยดูแลแบ่งกันไปเป็นกรมท่าซ้ายมี               หัวหน้าที่โชฎึกเศรษฐีดูแลสำเภา กรมท่าขวามีหัวหน้าที่จุฬาราชมนตรีดูแลสลุบกำปั่น

แต่บางทีก็แบ่งสลับกันบ้างตามอัธยาศัย เช่น กรมท่าซ้ายดูแลเมืองฝรั่งบางเมือง กรมท่าขวาดูแลเมืองจีนจามบางเมือง สุดแต่พระราชอัธยาศัย กับสุดแต่ใครมีอำนาจอย่างไร ไม่มีตายตัว

“ข้าผู้น้อยไม่รู้เรื่องราชการของพระคุณท่านกลาโหมหรอก” หลวงเทพทูลฉลองของกลาโหมตอบนอบน้อมเพราะหลวงมหาดไทยมีอาวุโสเป็นถึงนายทัพเมืองพิษณุโลก “แต่จะขอคำตอบไปให้พระคุณท่านว่าคุณหลวงแม่ทัพถึงพร้อมจะยกไปตีค่ายอังวะได้เมื่อไร”

“ตอนนี้ยังไม่ว่างรบกับใคร” จ่านกรู้คนสนิทนายทัพเมืองพิษณุโลกนั่งสนทนาอยู่ด้วยในค่ายได้ยินก็พูดตอบโผงผางไม่เกรงใจ “คอยแต่ว่าเมื่อไรจะได้ยกกลับบ้านใครบ้านมัน เพราะเจ้าของบ้านนี้เขาไม่เห็นเดือดร้อนอะไร แล้วทำไมต้องเดือดร้อนถึงบ้านเมืองอื่นด้วยล่ะ”

“เป็นราชโองการทัพ—” หลวงเทพพยายามบอกทบทวนตามความเคยชิน

“อ้างราชโองการน่ะซี่ ใครก็อ้างอย่างนี้ทั้งนั้น” จ่านกรู้บ้วนน้ำหมากออกจากปากฟันดำมะเมื่อมลงกับพื้น ไม่ลงกระโถนกระถาง “อ้างกันจนมั่งคั่งบริบูรณ์แล้วยัง          ไม่พอ ยังจะอ้างราชโองการอีกเพื่อพวกตัวอยู่ในเมืองรับสินบนค้าสำเภาสลุบกำปั่นจนพุงกางอย่างใบเรือ แต่พลไพร่เมืองอื่นอดอยากปากแห้งออกรบพุ่งให้อ้ายอีพุงกางเสวยสุขในเมือง—กูไม่ว่างรบแล้ว”

“ไม่ยกไป ข้าศึกก็ยกมา ยิ่งจะยุ่งกันใหญ่ แล้วใครจะรับศึก” หลวงเทพพูดขึ้นลอยๆเหมือนตัดพ้อ

“แล้วกันซี่วะหลวง—” จ่านกรู้เอามือตบหัวเข่าตัวเองดังฉาดใหญ่ แล้วตะคอกว่า “บ้านใครบ้านมันซี่วะแล้วกัน นี่บ้านมึงนะโว้ย ไม่ใช่บ้านกู เมืองมึงไม่ใช่เมืองกู”

“มีราชโองการให้มารับศึกป้องกันไงล่ะ”

“อ้างอีกแล้ว อ้างราชโองการอีกแล้ว” จ่านกรู้เสียงดังกว่าเก่า “ทำไมราชโองการไม่สั่งให้ทหารบ้านนี้เมืองนี้ไปรบเองล่ะ จะมาสั่งของบ้านเมืองพิษณุโลกไปรบให้บ้านเมืองพวกมันทำไม—ให้พวกมันเสวยสุขงั้นหรือ พวกนี้มันเก่งแต่อ้างราชโองการ ข่มเหงคนอื่น เอาเปรียบคนอื่นนี่หว่า ท่านหลวงรีบกลับไปบอกนายเถอะว่าทัพพิษณุโลกไม่ว่าง”

รุ่งขึ้นเจ้าพระยามหาเสนาสมุหพระกลาโหม ให้ข้าคนมาตามหลวงมหาดไทยเมืองพิษณุโลกไปหาที่จวนในกำแพงพระนคร แล้วสั่งให้ทัพเมืองพิษณุโลกไปตีค่าย       อังวะ แต่หลวงมหาดไทยขอให้รอเจ้าพระยาพิษณุโลกแม่ทัพกลับมาบัญชาการแล้วถึงจะยกไป ถ้าไม่พร้อมสรรพจะเสียทัพเหมือนพิเรนทรเทพคราวก่อน เพราะลำพังนายทัพผู้น้อยที่รักษาราชการรอแม่ทัพย่อมไม่มีฝีมือพอจะทำศึกใหญ่ได้

กลาโหมได้ยินดังนั้นก็จนปัญญา จะหักหาญให้ยกไปก็รังแต่จะแตกทัพอีกครั้ง เหมือนพิเรนทรเทพ เลยจำต้องให้รอแม่ทัพลงมาจากเมืองพิษณุโลกก่อนซึ่งไม่รู้จะมาเมื่อไร เพราะได้กราบบังคมทูลพระกรุณาแล้ว ไม่ถือเป็นขัดราชโองการทัพ

“กูไม่ว่างเหมือนทัพเมืองพิษณุโลก” นายทัพเมืองอื่นๆพากันพูดจาถึงกันเมื่อรู้ข่าวว่าทัพพิษณุโลกไม่ยกไปตีค่ายอังวะตามคำกลาโหม โดยอ้างว่าแม่ทัพไม่อยู่ และยังไม่ว่าง เพราะต่างเป็นทัพถูกใบบอกเกณฑ์ให้ยกมาช่วยรบศึก แต่ครั้นมาถึงแล้วทัพหลวงในพระนครกับแม่ทัพนายกองในกรุงยุ่งเหยิงแต่กิจการค้าสำเภาของเจ้านายกับของตัวเองที่หาเศษหาเลยจึงพากันทอดหุ่ยไม่เป็นอันออกรบตามๆกัน

พวกกองทัพเมืองนครราชสีมาตั้งค่ายอยู่วัดพระเจดีย์แดงรู้เรื่องกองทัพเมืองพิษณุโลกก็พากันเก็บตัวเงียบอยู่ในค่าย แล้วส่งข่าวบอกลงไปกองที่อยู่รักษาเมืองบางกอกธนบุรีให้รู้ด้วย

จนถึงเดือนสิบน้ำเปี่ยมตลิ่ง ฝ่ายทัพหน้าอังวะยกกองเรือตีค่ายอยุธยาแตกพ่ายตลอดทางตั้งแต่แม่กลอง ท่าจีน จนเข้าบางกอกเมืองธนบุรี

เจ้าพระยารัตนาธิเบศนายทัพเมืองนครราชสีมา ที่รับราชโองการให้ยกมาอยู่รักษาเมืองธนบุรี เมื่อพิจารณาแล้วในกรุงไม่ได้เอาใจใส่การศึกที่ยกมาเพราะมัวแต่ห่วงพระคลังสินค้าที่ทำกำไร เจ้าพระยารัตนาธิเบศเลยไม่มีแก่ใจสู้รบทัพอังวะ จึงหลบขึ้นไปในกรุง แล้วปล่อยให้กองทัพเมืองนครราชสีมาเลิกไปทางฟากตะวันออกหนีกลับบ้านเมืองของตนหมดสิ้น เมื่อผ่านไปทางพนมโยงถึงเขาปัถวีจะเลียบป่าสักขึ้นทางเจ้าขว้าว สูงเนิน ลำตะคอง ก็ปะทะกองกำลังนายกรมกับนายบ้านเขาปัถวีที่ยกตระเวนปล้นสวนทางกัน

ทัพเมืองนครราชสีมาไม่มีนายควบคุม เพราะเจ้าพระยารัตนาธิเบศหลบขึ้นไปหาทัพใหญ่ตั้งค่ายนอกกรุงทางวัดเจดีย์แดง เลยให้คุมกันเองตามยถากรรม เมื่อสวนกับกองนายกรมจึงเข้าตีรันกันสะเปะสะปะ นายกรมสั่งให้ล้อมไว้หมู่หนึ่ง แล้วให้จับตัวหัวโจกมาไต่ถาม ถึงรู้ความว่าเป็นทัพเมืองนครราชสีมากำลังหนีกลับเมือง

“ทำไมไม่อยู่รบล่ะ” นายกรมถามหัวโจก

“แม่ทัพไม่สั่งรบ แต่ให้กลับเมือง” หัวโจกตอบ

“พวกอังวะไม่มาหรือ”

“มา—”

“มาแล้วทำไมไม่รบวะ”

“แม่ทัพว่าในเมืองไม่ช่วยรบแล้วจะช่วยในเมืองทำไม ปล่อยให้เขารบป้องกันเมืองเอง”

นายกรมได้ยินคำตอบก็เดือดดาลอกจะแตกคราก แต่จนปัญญา เลยต้องปล่อยให้ทัพเมืองนครราชสีมายกกลับไปตามต้องการ ส่วนกองกำลังพวกบ้านเขาปัถวีพากันยกตรงไปทางกรุงตามที่ตั้งใจจะปล้นทำนบรอคืนนี้

กองทัพอังวะได้เมืองธนบุรีโดยไม่ต้องออกแรงต่อรบ มรสุมจากตะวันตกเฉียงใต้ฝ่ายอังวะประเทศพัดเมฆาวลาหกดำทะมึนมืดมิดมาทุกเย็นย่ำสนธยา แล้วมีฝนแสนห่าโหมแห่มองไม่เห็นหนจนน้ำจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว