มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่   20 สิงหาคม    พ.ศ. 2553

“คนโทษตะแลงแกงมันออกมาจากคุกเป็นว่าเล่น” แม่ค้าตลาดน้อยพูดกันลั่นไป “แล้วเราจะรอดมือพวกมันหรือ”

“ใครว่าล่ะ แกเห็นพวกคนโทษจริงๆหรือไง” แม่ค้าข้างๆถาม

“อีพวกตลาดตะแลงแกงมันบอกว่าเพือกคนโทษแหกคุกตะรางออกมาไม่เว้นแต่ละวัน ไม่รู้ออกมายังไง”

“ผู้คุมล่ะซี่” แม่ค้าข้างเคียงพูดต่อกันไป “ยัดปากผู้คุมเข้าไปให้หุบไม่ลง พูดไม่ได้ แค่นี้ก็ออกประตูหน้าตะแลงแกงได้แล้ว ไม่ต้องแหกประตูหลังให้ลำบากยากแค้นแสนเข็ญ”

ตะแลงแกง เป็นคำเขมรใช้กันทั่วไปอยู่ในพระนคร แล้วเป็นที่รู้กันว่าหมายถึงที่คุมขังและประหารคนโทษฉกรรจ์

หน้าตะแลงแกงมีวัดกับมีสถานพระนารายณ์ มีสี่แยก กับมีหอฆ้องกลองตรงสี่แยกตะแลงแกง แล้วมีตลาดหน้าคุก

หอฆ้องกลอง 3 ชั้น สูง 30 วา มียอดซุ้มทาสีแดง ชั้นยอดใช้คอยดูข้าศึก ถ้ามีศึกมาก็ให้ตีกลองชื่อพระมหาฤกษ์ กลองชั้นกลางชื่อพระมหาระงับดับเพลิง สำหรับตีเมื่อเพลิงไหม้ ถ้าเพลิงไหม้ฟากฝั่งแม่น้ำนอกกรุงให้คาดกลอง 3 ที ถ้าเพลิงไหม้เชิงกำแพงในพระนครให้คาดกลองเสมอจนกว่าเพลิงจะดับ

ชั้นต้นหรือชั้นล่างใส่กลองใหญ่ ชื่อพระทิวาราตรี สำหรับตีย่ำเที่ยง ย่ำสันนิบาตเวลาตะวันยอแสงพลบค่ำ

แต่ตลอดวันให้ตีฆ้องบอกเวลาดังโมงๆๆ ครั้นตกกลางคืนตีกลองบอกเวลาดังตู้มๆทุ่มๆๆ

เจ้าพนักงานกรมพระนครบาลเป็นผู้พิทักษ์รักษากลอง จึงต้องเลี้ยงแมวไว้จับหนู มิให้หนูกัดหน้ากลองที่ขึงด้วยหนังวัวหนังควาย

เวลาเช้า-เย็น พนักงานกรมพระนครบาลต้องตามเก็บเบี้ยรายได้ตามร้านตลาดหน้าคุกอัตราร้านละ 5 เบี้ย สำหรับมาซื้อปลาย่างให้แมวกินทุกวัน

“แป๊วๆๆๆ—” เสียงนางแมววิฬาร์ขู่หมาในตลาดหน้าตะแลงแกงที่ตามมารังแก แล้วหันกลับวิ่งไล่กันชนกระบุงกระบายกระจายกระจาดกระจุยออกไปจากตรงนั้น

“ทำยังงี้กูไม่อยากให้เบี้ยไปซื้อปลาย่าง—” แม่ค้าตะแลงแกงพูดกับเจ้าพนักงานกรมพระนครบาลที่เดินเก็บเบี้ย แล้วนางแมวเดินตามมาถูกหมาไล่ “ชอบตามนายมาตลาด แล้วต้องมาเจอะไอ้หมาหัวเน่าเข้าทุกที พอเจอะกันก็ขู่แฟดๆ แป๊วๆ หนวกหู สุดท้ายไล่ฟัดกันข้าวของกูฉิบหายหมด คราวหน้าไม่ได้แดกแล้วละมึง”

“ทำไมล่ะ จะไปเกลียดมันเรื่องอะไร” นครบาลถาม “ถ้ามันไม่ได้แดก กูก็อดแดกด้วยซี่”

“เลี้ยงช้าง กินขี้ช้าง” แม่ค้าตะแลงแกงพูด “เลี้ยงแมว ต้องกินขี้แมว เลี้ยงคนคุก ก็ต้องกินขี้คนคุก เสร็จแล้วพวกคนคุกมาปล้นพวกกูอีกที เวรกรรม ไม่รู้จะถึงคราวมันมาปล้นอีกเมื่อไร เห็นว่าประตูคุกไม่มีคนเฝ้า”

“คนเฝ้าไปไหนล่ะ”

“ไปนอน—เพราะแดกมากไปเลยง่วงนอน หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน”

“มันแดกอะไร”

“แดกขี้คนคุกไงล่ะมึงก็รู้ เหมือนมึงแดกขี้แมวนั่นแหละ” แม่ค้าตะแลงแกงพูดแล้วหยิบเบี้ยห้าอันโยนใส่ตะกร้านครบาลเหมือนที่เคยทำมาก่อนทุกคราว

ฝ่ายนายเริกเลี้ยงดูหมู่วณิพกให้มีวิชาอาคมกับเพลงอาวุธทางหนีทีไล่ต่างๆอย่างหัวหกก้นขวิดเพื่อให้ปล้นชิงวิ่งราวย่องเบามาแบ่งกันกินไปวันหนึ่งๆ

“คนโทษหนีคุกออกมาทุกวัน พวกมึงอย่าไปขวางทาง หนีได้เป็นหนีให้ไกล พวกนี้ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ ฆ่าได้เป็นฆ่า” นายเริกบอก

“ถ้าหนีไม่ได้ทำยังไง” ไอ้แสงถามขึ้น

“ไม่ทำยังไงทั้งนั้น พวกมึงต้องหนี—หนีให้ไกล ไปให้พ้น—ขืนอยู่ใกล้ก็ตาย” นายเริกสำทับ “ไม่ตายด้วยมือมันก็ต้องตายด้วยมือนครบาล”

ไม่นานนัก หลวงโกษาผู้ซึ่งเจ้าพระยาพิษณุโลกให้คุมกองทัพพิษณุโลกกองหนึ่งอยู่ค่ายวัดภูเขาทอง ก็คิดอ่านให้สินบนเจ้านายผู้คุมในพระนครผ่านทางออกญาเมี้ยนเพื่อให้เจ้าฟ้าจีดต้องโทษจำอยู่ในพระราชวังออกจากโทษ แล้วจะยกเจ้าฟ้าจีดขึ้นไว้ให้ตัวเองเป็นใหญ่ในกองทัพ

เจ้าฟ้าจีด เป็นบุตรพระองค์เจ้าดำซึ่งต้องสำเร็จโทษครั้งเจ้าฟ้าอภัย เจ้าฟ้าปรเมศ พระมารดาคือเจ้าฟ้าเทพเป็นพระราชธิดาสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงแผ่นดินทรงปลา และเป็นเจ้าพี่ของเจ้าฟ้านิ่มเจ้าฟ้าสังวาล ซึ่งเป็นโทษครั้งกรมพระราชวังบวรธรรมธิเบศร์

มหาดเล็กคนสนิทพระเจ้าแผ่นดินในพระราชวังหลวง พาเจ้าฟ้าจีดออกจากที่จำขังเมื่อสองยาม แล้วลงเรือทางคลองฉไกรท้ายพระราชวัง ล่องออกแม่น้ำทางด้านใต้ แล้วพายทวนขึ้นทางเหนือจนเข้าคลองมหานาคไปถึงค่ายเมืองพิษณุโลกที่ภูเขาทอง

หลวงโกษาเตรียมไพร่พลเมืองพิษณุโลกที่เป็นกองของตัวพร้อมแล้ว ก็ยกออกจากค่ายวัดภูเขาทองขึ้นไปทางเหนือจนถึงโพธิ์สามต้นก็ลงเรือที่เตรียมไว้ แล้วถ่อพายสุดแรงทวนน้ำโพธิ์สามต้นไปออกแม่น้ำใหญ่เมืองอ่างทอง ขึ้นไปเมืองนครสวรรค์ เมืองพิจิตร จนถึงเมืองพิษณุโลก

ทางวังหลวงเพิ่งรู้ว่าเจ้าฟ้าจีดหนีโทษจำออกไปได้ จึงให้ไพร่พลคุมกันออกตามไปที่ค่ายวัดภูเขาทอง แต่ตามไม่ทันก็กลับเข้าเมืองเหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

ขณะนั้นเจ้าพระยาพิษณุโลกไม่อยู่เมือง เพราะยกไปรับพวกอังวะที่มาตีด่านทางเมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เจ้าฟ้าจีดสั่งให้หลวงโกษาปล้นเมืองพิษณุโลก

“ยึดไว้” เจ้าฟ้าจีดประกาศ “ยึดพิษณุโลกไว้ แล้วจะยกไปตีอยุธยา ถึงเวลาข้าจะขึ้นครองอยุธยาบ้างแล้ว”

ภรรยาเจ้าพระยาพิษณุโลกชื่อเชียง กับบ่าวไพร่พวกหนึ่งหนีลงเรือน้อยออกจากเมืองพิษณุโลก ลัดแลงแฝงไปทางตะวันตก แล้วขึ้นบกเดินเกวียนไปทางเมืองสุโขทัยแจ้งความแก่เจ้าพระยาพิษณุโลก

เมื่อรู้ความทั้งปวงดังนั้น เจ้าพระยาพิษณุโลกก็จัดแจงทัพแบ่งพวกหนึ่งไปรบไล่พวกเจ้าฟ้าจีด เมื่อจับได้ให้จำใส่กรงลงเรือไปส่งพระนคร

แต่ทัพอังวะกองหนึ่งยกมาตั้งอยู่เมืองนครสวรรค์จะลงไปพระนครไม่ได้ เจ้าพระยาพิษณุโลกเลยให้ไพร่พลช่วยกันจับเจ้าฟ้าจีดถ่วงน้ำเสียคราวนั้น

“อยู่บนฟ้าแล้วมาตายเย็นเป็นสุขใต้น้ำนะเจ้านะ” ไพร่พลเมืองพิษณุโลกพูดกันเองก่อนหย่อนเจ้าฟ้าจีดลงน้ำน่านกับแม่ยมสบกันตรงเกยชัย