มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่  13  สิงหาคม  พ.ศ. 2553

กองทัพมังมหานรธาตั้งค่ายอยู่ทางดงรังหนองขาว น้ำแม่กลอง แล้วส่งกำลังลาดตระเวนปล้นเสบียงโดยรอบทั่วไป ไม่มีผู้ใดทัดทานขับไล่

ฝูงอำมาตย์ขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ในกำแพงพระนครวุ่นวายอยู่กับการค้าสำเภาของเจ้านายผู้หญิงที่ดูแลพระคลังสินค้ากับค้าสำเภาของตน

พระเจ้าเอกทัศมีพระราชดำรัสสั่งเสนาบดีให้จัดแจงเกณฑ์กองทัพบกเรือหัวเมืองปากใต้ทั้งปวง มีเมืองปากน้ำ สมุทรปราการ, เมืองท่าจีน สาครบุรี, เมืองแม่กลอง สมุทรสงคราม, เมืองเพชรบุรี, เมืองราชบุรี ให้ไปตั้งค่ายรับศึกที่ใต้เมืองราชบุรี

เกณฑ์ทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือ, ฝ่ายตะวันออก, ฝ่ายตะวันตก เข้ามาช่วยการสงครามป้องกันพระนคร ให้ทัพเมืองพิษณุโลกตั้งค่ายอยู่ใกล้วัดภูเขาทอง, ให้ทัพเมืองนครราชสีมาตั้งค่ายอยู่วัดพระเจดีย์แดง

แล้วให้พระยารัตนาธิเบศแยกกองทัพเมืองนครราชสีมา ยกลงไปรักษาเมืองบางกอกธนบุรี ให้พระยายมราชเกณฑ์กองทัพหัวเมืองต่างๆบางส่วนยกลงไปตั้งรักษาเมืองนนทบุรี

กองทัพหัวเมืองนอกนั้นให้เกณฑ์เข้ามาบรรจบกับพลชาวพระนคร ขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินกำแพงเมืองโดยรอบ สรรพด้วยปืนใหญ่น้อยเครื่องสรรพาวุธพร้อม แล้วให้กวาดครอบครัวพลชาวเมืองและเสบียงอาหารเข้าไว้ในพระนคร

กองทัพเมืองพิษณุโลกที่ตั้งค่ายอยู่ใกล้วัดภูเขาทอง ก็ปลูกโรงร้านไม้ไผ่ยืดยาวถึงคลองมหานาคที่เคยรับศึกหงสาวดีเมื่อสองร้อยสามร้อยปีมาแล้วโน้น

ครั้งนั้นกองทัพหงสาวดียกมาทางเมืองเมาะตะมะ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิตรัสให้กองทัพเมืองต่างๆเตรียมรับ แล้วมีพระราชกำหนดขึ้นไปถึงเมืองพิษณุโลกว่า       ถ้าศึกหงสาวดีมาติดพระนครศรีอยุธยาเมื่อใด ให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาเอาทัพเมืองเหนือทั้งปวงยกมาเป็นทัพกระหนาบ

ฝ่ายพระมหานาคอยู่วัดภูเขาทอง สึกหาลาเพศภิกษุออกมารับอาสาตั้งค่ายกันทัพเรือ ตั้งค่ายแต่วัดภูเขาทองลงไปจนวัดป่าพลู บรรดาพรรคพวกสมกำลังญาติโยมทาสชายทาสหญิงของมหานาค ช่วยกันขุดคูนอกค่ายกันทัพเรือ จึงเรียกว่าคลองมหานาคอยู่ไปทางวัดภูเขาทองนั้น

ศึกครั้งนั้นเสร็จแล้ว พระเจ้าหงสาวดีทรงสถาปนาพระสถูปใหญ่ว่าภูเขาทอง        ไว้ในวัดที่มีมาก่อนนานแล้ว

เมื่อแรกกองทัพเมืองพิษณุโลกมาถึงทุ่งภูเขาทอง เจ้าพระยาพิษณุโลกนายทัพเข้าไปกราบพระประธานในอุโบสถวัดภูเขาทอง แล้วขึ้นไปเดินเวียนบนลานประทักษิณพระสถูปใหญ่ทรงมอญที่อยู่หลังโบสถ์

“พระนเรศพระนารายณ์สร้างเจดีย์แข่งกัน—” ชีปะขาวเฝ้าวัดภูเขาทองบอก          แม่ทัพพิษณุโลก

“ใคร—” เจ้าพระยาพิษณุโลกย้อนถาม “ใครกันพระนเรศพระนารายณ์ ข้าไม่เคยได้ยิน”

“พระนเรศเป็นพี่อยู่เมืองมอญ พระนารายณ์เป็นน้องอยู่เมืองละโว้” ชีปะขาวเฝ้าวัดภูเขาทองพยายามเล่านิทานเรื่องสร้างสถูป “คราวหนึ่งพระนเรศยกทัพมาตั้งอยู่ทุ่งภูเขาทอง พระนารายณ์มาตั้งอยู่ทางทุ่งหันตรา แล้วท้าพนันสร้างวัดแข่งกัน แทนที่จะรบกันให้เสียรี้พล”

ชีปะขาวเล่าต่อไปว่าพระนเรศสั่งนายทัพนายกองจัดการเผาอิฐเป็นอันมาก ก่อสถูปกว้าง 4 เส้น สูง 9 เส้น 10 วา ส่วนพระนารายณ์ก่อสถูปกว้าง 3 เส้น สูง 7 เส้น 4 วา 2 ศอก

“พระนเรศก่อสถูป 15 วัน ถึงบัวกลุ่มเกือบเป็นยอด เลยให้นามวัดภูเขาทอง        เตรียมไว้” ชีปะขาวเล่าเป็นตุเป็นตะให้แม่ทัพนายกองฟังขณะนั้น “ฝ่ายพระนารายณ์จะแพ้ เลยคิดเป็นกลอุบายทำโครงเอาผ้าขาวดาดให้เห็นแต่ไกลว่าเป็นสถูปเจดีย์สร้างถึงยอดเสร็จแล้ว”

“เสร็จจริงไหมล่ะ” แม่ทัพเมืองพิษณุโลกถามเพื่อให้เล่าต่อจนจบ

“พระนเรศมองเห็นโครงผ้าขาวคิดว่าพระนารายณ์สร้างเสร็จ เลยเลิกทัพกลับไปเมืองมอญ” ชีปะขาวเคี้ยวหมากพูดต่ออีกว่า “พระนารายณ์เมื่อเห็นพระนเรศเลิกทัพกลับไปแล้วก็ให้เลิกผ้าขาวออก แล้วก่ออิฐจนแล้ว ให้นามวัดใหญ่ชัยมงคลอยู่ทางตะวันออกโน้น”

ทุกๆวันจะมีชาวเมืองแม่ค้าแม่ขายพายเรือบ้าง หาบกระบุงกระจาดเดินเป็นกลุ่มๆบ้าง พากันมาเร่รายขายของกินต่างๆให้นายทัพนายกองกับพลไพร่ที่ตั้งโรงร้านไม้ไผ่เป็นค่ายรายเรียงอยู่ทางวัดภูเขาทอง ทำให้มีผู้คนชาวเมืองอยู่ในกำแพงพระนครพากันอุ้มลูกจูงหลานมาเที่ยวดูกองทัพกับแม่ค้าแม่ขาย คล้ายมีงานนมัสการภูเขาทองทุกวัน จึงมีคนพวกหนึ่งเข้าไปไหว้พระในวัดด้วย แม่ทัพเลยให้มีละครบ้านมาเล่นฉลองเรื่องพระรถเมรี มีไพร่พลพิษณุโลกมาดูเต็มวัด

วันหนึ่งมีเรือเร็วลงมาจากเมืองพิษณุโลก แจ้งข่าวเจ้าพระยาพิษณุโลกแม่ทัพว่ามารดาถึงแก่กรรมแล้วที่เมืองพิษณุโลก

เจ้าพระยาพิษณุโลกก็ให้พระยาพลเทพกราบทูลพระกรุณาถวายบังคมลากลับเมืองพิษณุโลกเพื่อปลงศพมารดา

อัครมหาเสนาบดีมหาดไทยรู้ดังนั้นก็รีบกราบบังคมทูลพระกรุณาว่ามีศึกจะถึงพระนครอันตรายนัก ขอได้โปรดทักท้วงให้เลื่อนงานปลงศพมารดาไปก่อน เมื่อเสร็จศึกแล้วจึงค่อยทำก็ได้

จึงโปรดให้เรียกตัวเจ้าพระยาพิษณุโลกมาเฝ้า เพื่อจะขอให้เลื่อนงานปลงศพออกไปก่อน

แต่เจ้าพระยาพิษณุโลกกราบทูลพระกรุณาถึงความจำเป็นต่างๆนานาว่ามีเครือญาติกับมิตรสหายจากเมืองต่างๆรู้ข่าวก็พากันไปงานศพจำนวนมาก แล้วรอตนอยู่ที่เมืองพิษณุโลก ถ้าไม่ขึ้นไปจัดการทรัพย์สินของมารดา บรรดาพี่น้องจะพากันทะเลาะเบาะแว้งกลายเป็นปัญหาเมืองต่างๆ ตีรันกันยุ่งเหยิงถึงศึกใหญ่ต่อไปข้างหน้า

เมื่อทรงทราบดังนั้น ก็ทรงพระกรุณาให้เจ้าพระยาพิษณุโลกกลับไปปลงศพมารดาที่เมืองพิษณุโลก แล้วให้หลวงมหาดไทย, หลวงโกษา, หลวงเทพเสนา อยู่คุมทัพเมืองพิษณุโลกแทนตัว

“เอาเปรียบคนอื่น” ขุนนางวังหลวงพูดเปรยๆขึ้นดังๆหวังจะถากถางพวกนาย กองพิษณุโลกที่เดินตามแม่ทัพ “คนอื่นต้องอยู่รับศึก แต่นี่กลับไปสบายเอาเปรียบคนอื่น”

“บ้านเมืองใครให้ดูแลแก้ไขรักษากันเอง” จ่านกรู้ กรมการเมืองพิษณุโลกที่เคยคุมแพไม้ซุงล่องมาส่งทำพระเมรุมาศคราวก่อน เมื่อได้ยินคำขอดค่อนเลยพูดดังฟังชัดย้อนกลับ “ไม่ใช่เที่ยวเกณฑ์บ้านอื่นเมืองอื่นมาช่วยรักษา แต่ตัวเองเสวยสุขส้องเสพสินบนจนไม่มีสติปัญญารักษาบ้านเมืองของตัว”

“แต่มันเอาเปรียบคนอื่น” ยังมีเสียงสอดแทรกเสียดสีออกจากกลุ่มขุนนางวังหลวงที่จ่านกรู้เดินผ่านออกจากศาลาลูกขุน

“พวกกูยกลงมานี่ก็ต้องเดินดงเดินป่าเหื่อไหลไคลย้อยสายตัวแทบขาด พวกมึงไม่นึกถึงคุณก็ไม่ว่า แต่นี่มาด่าทอต่อว่าอีกก็เกินไป” จ่านกรู้ตะโกนลั่นศาลาลูกขุน “พวกมึงมีสุขเสพสมยังไงไม่เคยแบ่งให้พวกกู แต่พอมีศึกต้องเกณฑ์พวกกูลงมาป้องกันให้พวกมึง นี่หรือวะเอาเปรียบ—ใครเอาเปรียบใครแน่วะ—พวกกูหรือพวกมึง ต่อไปนี้บ้านใครบ้านมัน เมืองใครเมืองมัน”