มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันพฤหัสบดี่ที่  5   สิงหาคม   พ.ศ. 2553

หลัง พ.ศ. 1500 บริเวณจังหวัดสุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ เป็นส่วนหนึ่งของ “วัฒนธรรมขอม”Ž นับถือศาสนาพราหมณ์เป็นสำคัญ แต่มีศาสนาพุทธอยู่ด้วย แล้วสร้างปราสาทหินทั่วไป สร้างเมืองรูปสี่เหลี่ยม ขุดคูน้ำเอาดินกองเป็นเนินกำแพง แต่ยังไม่พบชื่อจริงว่าเมืองอะไร

คราวนี้เองเริ่มสร้างปราสาทพระวิหาร

เมืองสุรินทร์, เมืองบุรีรัมย์, และเมืองศรีสะเกษโบราณยุคนั้นอยู่ในเขตเครือญาติของกษัตริย์ผู้สถาปนา “ศรีศิขรีศวร” หรือปราสาทพระวิหารขึ้นบนยอดเขา เทือกทิวพนมดงเร็ก (แปลว่าทิวเขาไม้คาน)

ผู้คนในสุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษยุคนั้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของชาวสยามหรือเสียมที่ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม แล้วทอผ้าไหมที่จะมีบทบาทสำคัญยุคต่อไป

หลัง พ.ศ. 1500 วัฒนธรรมขอม(เขมร)จากทะเลสาบกัมพูชา แผ่เข้าสู่อีสาน ขณะเดียวกันการค้าโลกกว้างขวางขึ้น ส่งผลให้บริเวณสองฝั่งโขงที่มีทรัพยากรมั่งคั่งมีบ้านเมืองเติบโตแพร่กระจายเต็มไปหมด

ต้นวงศ์กษัตริย์กัมพูชาอยู่ลุ่มน้ำมูล เพราะบริเวณต้นน้ำมูล   ตั้งแต่เขตปราสาทพนมวัน, ปราสาทพิมาย, ปราสาทพนมรุ้ง เป็นถิ่นเดิมหรือถิ่นบรรพบุรุษเกี่ยวดองเป็น “เครือญาติŽ” ของกษัตริย์กัมพูชาที่สถาปนาอาณาจักรกัมพูชาขึ้นบริเวณทะเลสาบ ทำให้กษัตริย์อาณาจักรกัมพูชาก่อสร้างปราสาทหินสำคัญไว้ในอีสาน  เช่น

ปราสาทพระวิหารในกัมพูชา หันหน้าสู่อีสานและมีทางบันไดขึ้นลงที่ยื่นยาวเข้ามาทางจังหวัดศรีสะเกษ

รูปสลักขบวนแห่ทหารในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์บนระเบียงประวัติศาสตร์ที่ปราสาทนครวัด แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ฉัน “เครือญาติŽ” ระหว่างกษัตริย์เขมรเมืองพระนคร กับบ้านเมืองแว่นแคว้นต่างๆ ที่อยู่โดยรอบและที่อยู่ห่างไกลออกไป

และยังบอกให้รู้ถึง “เครือข่ายŽ” ทางการค้าภายในบนเส้นทางคมนาคม-การค้าครั้งนั้น เช่น เสียมกุก หรือชาวสยามที่หมายถึงคนพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์บริเวณสองฝั่งโขงที่มีเวียงจันเป็นศูนย์กลางของชาวสยามที่สื่อสารด้วยภาษาลาว-ไทย

“ขอม” Ž ไม่ใช่ชื่อชนชาติเฉพาะ ฉะนั้นชนชาติขอมจึงไม่มีจริง

แต่ “ขอม” เป็นชื่อทางวัฒนธรรมใช้สมมุติเรียกคนบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่นับถือศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) และพุทธคติมหายาน แล้วใช้ภาษาเขมรสื่อสารในชีวิตประจำวัน กับใช้อักษรเขมรในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์

เช่นเดียวกับคำว่าแขก ใช้สมมุติเรียกผู้นับถือศาสนาอิสลาม คำว่าคริสต์ ใช้สมมุติเรียกผู้นับถือศาสนาคริสต์

ศูนย์กลาง “ขอม” ครั้งแรกอยู่รัฐละโว้ (ลพบุรีโบราณ) ต่อมาย้ายลงไปอยู่ที่อโยธยาศรีรามเทพ (ต่อไปคือกรุงศรีอยุธยา) แล้วเลื่อนขยายไปอยู่กัมพูชา

ด้วยเหตุนี้ใครก็ตาม ไม่ว่า มอญ, เขมร, มลายู, ลาว, จีน, จาม, หรือ ไทย ฯลฯ ที่นับถือศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) และพุทธคติมหายานอยู่ในสังกัดรัฐละโว้-อโยธยา และรัฐกัมพูชาจะได้ชื่อว่า “ขอม” ทั้งนั้น

คนทั่วไปในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยมักเข้าใจต่างกันเป็น 2 พวก ว่า  “ขอมไม่ใช่เขมร”Ž และ “ขอมคือเขมรŽ”

แต่ตามพยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีแล้ว “ขอม” เป็นบรรพชนสายหนึ่งของ“คนไทย” รวมทั้งเป็นต้นแบบ“อักษรไทย”