Download PDF

มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่ 13   สิงหาคม   พ.ศ. 2553

“แนวเขตแดนระหว่างประเทศเราทั้งสองนั้น แท้จริงแล้วถูกกำหนดให้เราโดยมหาอำนาจเจ้าของอาณานิคม ซึ่งไม่ได้ให้ความเคารพอื่นใดนอกเหนือจากผลประโยชน์แห่งตนเท่านั้น

ในขณะที่ราชอาณาจักรไทยไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก แต่ทั้งชาวเขมรและชาวไทยก็สามารถถือได้ว่าล้วนตกเป็นเหยื่อของเจ้าอาณานิคมในอดีต”

ข้อความยกมานี้ เป็นตอนหนึ่งในหนังสือลงวันที่ 2 สิงหาคม 2553  ของ เจ้าศรีสวัสดิ์ โธมิโก จากกัมพูชา ถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เจ้าศรีสวัสดิ์ (ที่ปรึกษากษัตริย์กัมพูชา ตำแหน่งเทียบเท่ารัฐมนตรี) เป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระนโรดม สีหนุ และเป็นพระราชบิดาในสมเด็จนโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์กัมพูชาองค์ปัจจุบัน

“เหยื่อของเจ้าอาณานิคมในอดีต”เบื้องต้นคือความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว ถูกตัดขาดออกจากกัน แล้วสถาปนาความสัมพันธ์แบบต่างชาติบาดหมางขึ้นแทนที่

ความสัมพันธ์แบบเครือญาติมีพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีจำนวนมาก และมีทั่วไปในภาคอีสานกับภาคกลาง

ในอีสานบริเวณลุ่มน้ำมูล ทิวเขาพนมดงเร็ก ตั้งแต่จังหวัดนครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ, จนถึงอุบลฯ เต็มไปด้วยพยานหลักฐานว่าเป็นหลักแหล่งของชาติพันธุ์ในตระกูลมอญ-เขมร

โดยเฉพาะที่พิมาย-พนมรุ้ง เป็นถิ่นบรรพชนของกษัตริย์กัมพูชาที่สถาปนาอาณาจักรกัมพูชาขึ้นบริเวณทะเลสาบ หรือรู้จักกันทั่วไปในทุกวันนี้ว่านครวัด-นครธม         (ดูรายละเอียดในสังคมวัฒนธรรมสุวรรณภูมิ ฉบับเมื่อวานนี้ พฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม)

ในภาคกลางบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา วงศ์กษัตริย์ที่สถาปนากรุงศรีอยุธยามีเชื้อสายเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกับวงศ์กษัตริย์ละโว้และเมืองพระนครหลวง (นครธม) เชื่อมโยงถึงวงศ์กษัตริย์กรุงสุโขทัยด้วย

ด้วยเหตุนี้เองในราชสำนักกรุงศรีอยุธยาจึงพูดภาษาเขมร(ยังมีร่องรอยสำคัญให้เห็นถึงปัจจุบัน ที่ยกย่องภาษาเขมรเป็น“ราชาศัพท์”) ส่งผลให้ในราชสำนักใช้อักษรเขมร แต่นิยมเรียกอักษรขอม แล้วเป็นต้นแบบให้พัฒนาเป็นอักษรไทย

เมื่อเจ้าอาณานิคมแผ่อำนาจเข้ามาครอบครองดินแดนในสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ ก็ผลิตความรู้ประวัติศาสตร์โบราณคดี ผ่านโบราณวัตถุสถานและพิพิธภัณฑ์ เข้าครอบงำผู้คนในสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ให้มี“ประวัติศาสตร์บาดหมาง”ใส่กันและกันตั้งแต่บัดนั้น

ครูบาอาจารย์ในสถาบันการศึกษาตั้งแต่ระดับประถม-มัธยม-อุดมศึกษา ก็รับปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามสิ่งครอบงำนั้น จนถึงบัดนี้มิเปลี่ยนแปลง

ผลคือความขัดแย้งไม่สิ้นสุด ไม่หยุดหย่อน มีตัวอย่างสำคัญคือ กรณีปราสาทพระวิหาร ระหว่างไทยกับกัมพูชา

ครูบาอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยต้องพิจารณาตัวเองเร่งด่วน ให้หลุดจากการครอบงำของเจ้าอาณานิคม

โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ในสถาบันที่มีการเรียนการสอนประวัติศาสตร์โบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ เป็นกลุ่มสำคัญที่ถูกครอบงำหนักและนานมากจากเจ้าอาณานิคม จะต้องเร่งสลัดสิ่งครอบงำเหล่านั้นทิ้งไปโดยเร็ว และก้าวข้ามให้พ้นจากคลั่งเชื้อชาตินิยม

งานวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ทั้งของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ถูกครอบงำจากเจ้าอาณานิคม          มีพยานหลักฐานดูจากการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถาน และการจัดพิพิธภัณฑ์ที่ไม่เอื้อต่อสามัญชนและไม่ต้อนรับคนชาวบ้าน แต่ทำไว้เพื่อชนชั้นสูงเท่านั้น

ถ้าไม่เลิกประพฤติตนเป็นทาสปัญญาอาณานิคมก็ไม่มีวันสุขสงบพบสันติภาพในภูมิภาคนี้