มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันจันทร์ที่  16 สิงหาคม   พ.ศ. 2553

อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ รู้ดีว่าผมไม่ฉลาดดู“ละคร”การเมืองเรื่องปราสาทพระวิหาร ที่รัฐบาลเล่นเป็นตัวเอก เลยเขียนลำดับความเป็นมาและความหมายทางการเมืองมีใจความดังต่อไปนี้

สมัยเมื่อเรายังเป็น“สยาม” กับสมัยที่เปลี่ยนเป็น“ไทย” แล้วความคิดความอ่านหรือ “ลัทธิชาตินิยม” และ “ความรักชาติ”ของทั้ง 2 ยุคสมัย-ต่างกันมาก ซึ่งก็จะเลยเถิดไปถึงการ “รับ” หรือ “ไม่รับ” แผนที่ “เจ้าปัญหา” แผ่นนั้น

แผนที่แผ่นนี้มักเรียกกันด้วยชื่อผิดๆและประหลาดๆ โดยนักวิชาการ-นักการทหาร-และสื่อมวลชนฯ ว่า “แผนที่ 1 ต่อ 200,000” (หนึ่งต่อสองแสน !!!???) ซึ่งสร้างความงุนงง-มึนให้กับประชาชนทั่วๆไป

ชื่อที่แท้จริงคือ แผนที่ Dangrek ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่าแผนที่“ดงรัก”               หรือ“ดงเร็ก”นั่นเอง

“แผนที่ดงรัก” ดังกล่าวนี้ รัฐบาลสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของ ร. 5 ซึ่งมีสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ (ต้นสกุลดิศกุล) เป็นมหาดไทย กับมีสมเด็จกรมฯเทววงศ์ (ต้นสกุลเทวกุล) เป็นการต่างประเทศ ได้“รับรอง”แผนที่แผ่นนั้น และนำมาใช้ในประเทศของเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะต้องการรักษา “อธิปไตย” ของสยาม (ส่วนใหญ่) เอาไว้

ครับ ไม่รับก็ไม่ได้ เพราะสมัยนั้น คือ gunboat diplomacy/politics (และนี่ก็เป็นหลักฐานหรือเหตุผลเพียงพอที่ทำให้ “ศาลโลก” ที่กรุงเฮก ในปี พ.ศ. 2505 ตัดสินด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 ว่า “ปราสาทพระวิหาร ตั้งอยู่ในอาณาเขต ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา”)

แล้วลูกระเบิดทางการเมืองสำหรับสังคมไทย ก็ถูกวางไว้ตั้งแต่สมัยของ         จอมพลสฤษดิ์ ครั้งกระนั้นย้อนกลับไปให้ไกลใน ปวศ. อีก คือ

เมื่อ“รัฐบาลปีกขวา” ของ“คณะราษฎร” นำโดย“พิบูลสงคราม-วิจิตรวาทการ”เปลี่ยน“สยาม” เป็น“ไทย” (เปลี่ยน Siam เป็น Thailand) นั่นแหละ  ก็ได้เริ่มกระบวนการที่จะไม่รับ“แผนที่ดงรัก”แผ่นนั้น (รวมทั้งไม่รับสนธิสัญญาสมัยสยามกับฝรั่งเศส (ร.ศ. 112) อีกด้วย) นี่ก็นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 หรือสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

สรุป จะเห็นได้ว่าเมื่อประมาณ 100 ปีมาแล้ว รัฐบาลของรัชกาลที่ 5 ในยุคของ “ลัทธิชาตินิยมสยาม” ได้ยอมรับทั้งสนธิสัญญาและแผนที่กับฝรั่งเศส

แต่ต่อมาเมื่อ 70 ปีที่แล้ว รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม(ที่ส่งทอดมายังจอมพลสฤษดิ์) ในยุคของ “ลัทธิชาตินิยมไทย” ไม่ยอมรับ

พอมายุคสมัยนี้ ที่เราๆท่านๆ อาจถูกชี้หน้าถามว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า” สังคมของเราจึงยังย่ำอยู่กับ“ลัทธิชาตินิยมไทย” (ไม่ใช่“ลัทธิชาตินิยมสยาม”)

และเราประชาชนไม่ว่าจะชนชั้นบน-กลาง-ล่าง ก็ต้องรับมรดกอันเลวร้ายทาง ปวศ. (บาดแผล-บกพร่อง) ที่ถูกนำมา“ปลุกผี” และ“ปัดฝุ่น” ทำให้กลายเป็นปัญหาของ “มรดกโลก” นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2551 จากควีเบ็ก ไปเซวีญา ไปบราซิเลีย และก็จะไปบาห์เรน ในปีหน้า 2554

นี่เป็น“โศกนาฏกรรมระดับชาติ”ในยุคสมัยที่เราน่าจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่า เพื่อคนรุ่นใหม่ ไปให้พ้น“อดีตเก่าๆ” ที่“ล้าหลังและคลุ้มคลั่ง” ไปให้พ้น “ปวศ.บกพร่อง” – “ปวศ.บาดแผล” เดินไปข้างหน้า ตั้งฝันไปให้ไกล ไปให้ถึง“โลกา          ภิวัตน์-โลกไร้พรมแดน-และประชาคมอาเซียน”

เราไม่เพียงจะต้อง“ปฏิรูป-ปรองดอง-สมานฉันท์-รักสามัคคี”กันกับผู้คนในชาติบ้านเมืองของเราเท่านั้น แต่ยังต้อง“ปฏิรูป-ปรองดอง-สมานฉันท์-รักสามัคคี” กับเพื่อนร่วมภูมิภาค และมนุษยชาติร่วมโลกอีกด้วย | ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

มีครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมากที่สอนด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีของไทยและเพื่อนบ้านโดยรอบ ยังตกอยู่ในก้นหลุมดำอำมหิตของ“อดีตเก่าๆ”ที่           “ล้าหลังและคลุ้มคลั่ง” แล้วงมงายกระหายเลือด“ปวศ. บกพร่อง”“ปวศ. บาดแผล”

อาจารย์ชาญวิทย์คิดจะ“ปฏิรูป-ปรองดอง-สมานฉันท์-รักสามัคคี” กับครูบาอาจารย์พวกนี้บ้างไหม?

ดูหนังดูละคร แล้วย้อนดูการเมืองเรื่องปราสาทพระวิหาร

(ซ้าย) แจงจุดยืน : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีชี้แจงข้อเรียกร้องของเครือข่ายภาคีคนไทยหัวใจรักชาติ ที่ได้มาชุมนุม 3,000 คน ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 โดยได้ย้ำจุดยืนเรื่องปราสาทพระวิหาร ขณะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เคยเปลี่ยน (ภาพและคำบรรยายจาก กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2553 หน้า 1)

(ขวา) กันเอง : นายกฯอภิสิทธิ์ นำทีมตัวแทนฝ่ายรัฐบาล ร่วมเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกรณีปราสาทเขาพระวิหาร กับฝ่ายตัวแทนกลุ่มพันธมิตรฯ และเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ  ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 วันที่ 8 ส.ค. (ภาพและคำบรรยายจาก ข่าวสด ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2553 หน้า 1)