กรุง แตก ยศล่มแล้ว 81.ข่าวศึก
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
“แตกอีกแล้ว—แตกแล้ว แตกอีก—” ขุนนางข้าราชการน้อยใหญ่ในพระนครพูดจาหารือกันให้อึงคะนึง ถึงกองทัพพิเรนทรเทพยกไปรับทัพมหานรธาที่เมืองกาญจนบุรี แตกหนีคุมกันไม่ติด
“เรือดีๆก็มีไม่ขี่ข้าม เอาเรือรั่วน้ำไปข้ามขี่—” ขุนนางข้าราชการพวกหนึ่งซุบซิบกับอีกพวกหนึ่ง “ทหารดีๆก็มี แต่เอาทหารขี้โกงไปรบเลยต้องแตกอย่างนี้แหละ”
มังมหานรธา นายทัพของพระเจ้ามังระ ให้กองหน้ายกเข้ามาทางด่านเจดีย์ สามองค์ ลงแควมาถึงเมืองกาญจนบุรี ได้รบกองทัพพระพิเรนทรเทพที่ยกจากพระนครมาดักทาง
พระพิเรนทรเทพเป็นตำรวจ แต่หากินทางลักลอบกว้านของป่าส่งให้ทั้งฝ่ายท่าขวาและท่าซ้าย สุดแต่ฝ่ายไหนจะให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ส่วนราชการตำรวจให้คนอื่นทำไปตามยถากรรม เมื่อมีราชการทัพก็ยกสินบนให้นายข้างบนเอาไว้ใช้สอย เพื่อส่งหมายตำรวจอื่นออกรบ ส่วนตัวเองได้งานทางอื่นในกองทัพที่ไม่ต้องออกสนามทำศึก ถ้าจะต้องไปศึกจริงๆก็ให้เป็นกองหลังห่างศึกนัก
แต่ราชการทัพยกเข้าทางกาญจนบุรีคราวนี้มีใบบอกว่ากองทัพอังวะเพิ่งเตรียมจะยกมา ยังไม่ยกมาจริง จึงให้พระพิเรนทรเทพยกมาดักทาง เมื่อถึงเวลาจริงจะให้นายทัพคนอื่นยกมารับ แต่คาดผิดไปเพราะกองหน้าของอังวะมาถึงก่อนแล้วเข้าตีแตกพ่าย
กองทัพอังวะตามกองหน้าเข้ามาตั้งค่ายอยู่ตำบลบ้านลูกแกทางน้ำแม่กลอง ขณะนั้นเรือลูกค้ามาจอดคั่งกันอยู่ที่นั่นเป็นอันมาก กองทัพอังวะไล่ฆ่าฟันล้มตายในน้ำและบนบก บางพวกจับเป็นไปได้ก็ไม่น้อย แล้วกองทัพอังวะไปตั้งค่ายอยู่ทางบ้าน ตอกระออมกับดงรังหนองขาว ให้เตรียมต่อเรือรบเรือไล่อยู่ที่นั้น อีกส่วนหนึ่งจัดทัพให้ยกแยกกันไปตีเมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี กับบ้านเล็กเมืองน้อยทั่วไปที่อยู่ห่างไกลโดยรอบพระนครศรีอยุธยา
ข่าวกองทัพพระพิเรนทรเทพแตกพ่ายที่เมืองกาญจนบุรี ลือกันอึงคะนึงใน พระนคร บรรดาขุนนางข้าราชการพลไพร่พากันกระวนกระวายเพราะไม่รู้จะมีศึกเหนือเสือใต้มาอย่างไหน
“ต้องอาบว่านยา—” นายเริกคนดาบสองมือคลานเข้าไปกราบหลวงตามหาเถรวัดมณฑป แล้วพูดจาวิงวอน “หลวงตาทำพิธีอาบว่านยาให้ด้วย ดูแล้วจะไม่พ้นศึกไปได้”
วัดมณฑปสร้างมาแต่แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ครั้นแผ่นดินต่อมา มีข้าหลวงเดิมเจ้าฟ้าอภัยทศชื่อธรรมเถียร เคยทำขบถยกกองช้างมายืนช้างอยู่วัดมณฑปเพื่อจะบุกเข้าวังหลวง แต่ถูกยิงตายก่อน
“อีกแล้วรึวะ” หลวงตามหาเถรร้องทักนายเริกกับสมัครพรรคพวกที่พากันมา ก้มกราบบนกุฏิ “เพิ่งเสร็จศึกเมื่อไวๆ กูเพิ่งกลับวัดนี่หว่า”
“เป็นปีแล้วหลวงตา ศึกคราวก่อนเลิกไปเป็นปีแล้ว”
“เหมือนเพิ่งมี—”
“ชักเลอะละซี่”
“จะยังงั้นละมั้ง” หลวงตามหาเถรพยักหน้าหงึกๆ
นายเริก เป็นทหารดาบสองมือ ชำนาญเรือแม่น้ำคล่องแคล่วนัก แล้วเชื่อว่ามีวิชาดี มีหนังเหนียวแทงฟันไม่เข้าเพราะทาน้ำมันแล้วอาบว่านยาของหลวงตามหาเถรวัดมณฑป เมื่อมีข่าวศึกจึงมากราบหลวงตาให้ทำพิธีเตรียมตัวทำศึก หลวงตาก็เรียก ไอ้แสงลูกศิษย์ให้เตรียมสิ่งของ แล้วนัดหมายนายเริกมาอยู่วัดคืนหนึ่งให้สวดมนต์ ถือศีลแปดกินเพลมื้อเดียว งดสุรายาเมาทุกอย่าง
วณิพกทั้งสี่รู้ว่าจะมีพิธีอาบน้ำมันว่านยาก็พากันมาเป็นลูกมือไอ้แสงในวัดมณฑป หวังได้กินข้าวแล้วได้อาศัยอาบว่านยาลมๆแล้งๆจะให้หนังเหนียวด้วย จะได้ไม่เป็นอันตรายถ้ามีศึก
“แทงไม่เข้า ฟันไม่เข้าจริงๆหรือน้า” ไอ้เฮียเฮงถามนายเริกในคืนที่มานอนค้างในวัดมณฑป
“พรึ่งนี้มึงหาดาบคมๆมาลองได้เลย” นายเริกอวด “ออกรบคราวก่อนถ้าไม่ได้อาบน้ำมนต์ ก็ต้องได้ดาบปักอกมาดูเล่นแล้ว แต่อาบไปเลยรอด”
“มันแทงอกน้าเลยหรือ” ไอ้เมงเปิงถามด้วยสงสัย
“แทงซี่” นายเริกเชิดหน้ากับแสงไต้แสงเทียนตอบ “แต่กูหลบทัน”
“อาบเสร็จแล้วต้องทำอะไรอีกไหม” ไอ้แสงกับพวกวณิพกพากันล้อมถาม
“คนอื่นๆเขาว่าเสร็จแล้ว” นายเริกอธิบาย “แต่กูต้องให้หมอพราหมณ์ทำพิธีอีกทั้งพุทธทั้งไสยถึงจะเหนียวแท้”
หมอพราหมณ์กับหมอผีเป็นชายพวกเดียวกัน บางทีเป็นคนเดียวกัน ถ้าหมอผีคนทรงเป็นผู้หญิงก็ไม่เป็นหมอพราหมณ์ ทั้งหมดมีทั่วไปทั้งในกำแพงพระนครและนอกกำแพง ล้วนรับจ้างทำพิธีต่างๆ เช่น แก้บน, สะเดาะเคราะห์, ทรงเจ้าเข้าผี ตรวจดวงชะตาทำนายดีร้าย ยิ่งมีข่าวศึกก็ยิ่งมีคนเข้าหาขวักไขว่ ทำให้ได้ของกำนัลของแก้บน และทรัพย์สินเงินทองมากกว่าปกติ
ขณะนั้นในกำแพงพระนครชุลมุนวุ่นวายด้วยขบวนเจ้านายขุนนางขวักไขว่ไปมาหาสู่วังหลวงกับจวนมหาเสนาบดี
จวนเจ้าพระยาพระคลังโกษาธิบดีอยู่หัวถนนป่าตอง มีข้าราชการเดินทางเข้าออกไม่ขาด เพราะกำกับดูแลกว้างไกลไปถึงเมืองมะริด เมืองตะนาวศรี บรรดาพ่อค้าฝรั่งกับแขกแปลกเพศภาษาไปมาไม่หยุดหย่อน เพราะหนทางจากพระนครลงไปไกลมาก แล้วมีศึกไม่สิ้นกระบวน สินค้าจากเมืองเทศติดขัดเสียหาย ขณะเดียวกันเจ้าพระยาพระคลังยังต้องวางแผนป้องกันพระนครด้วย เลยวุ่นวายไปทั้งหมดไม่มีสงบได้ ไพร่บ้านพลเมืองย่านนั้นไม่มีวันโงหัว เพราะมีอำมาตย์ขุนนางผู้เป็นใหญ่เดินทางผ่านไปมาเข้าออกให้พวกไพร่ต้องก้มเกล้าเค้าคุดมุดหัวซ่อนตัวริมทางข้างซอกโซกหมกเหม็นเป็นประจำ ชะดีชะร้ายโดนหวายหวดขวับๆเลือดไหลซิบเป็นสร้อยแสงแดงอยู่กลางหลังเปลือย
ไอ้แสงกับวณิพกทั้งสี่กลายเป็นบริวารนายเริกไปด้วย ก็พากันตามไปเข้าพิธีหมอพราหมณ์หลังศาลพระกาฬตรงตลาดตะแลงแกง
“พวกมึงจะหนังเหนียวขึ้นเป็นขั้นๆ ตั้งแต่ขั้นน้อยๆไปหามากๆ จนผิวแกร่งแทงฟันไม่เข้าเหมือนกูรู้ไหม” นายเริกบอกให้ทุกคนได้ยินเมื่อเสร็จพิธีกับหมอพราหมณ์ แล้วเอามะพร้าวเฉาะหัวเปิดออกกรอกน้ำใส่ปากให้ทุกคนเงยหน้ากินน้ำมะพร้าวเป็นมงคลแก่ตัว เมื่อกินน้ำมะพร้าวหมดแล้วก็ยกขวานจามลูกมะพร้าวผ่าออกเอาเปลือกมะพร้าวฝานเป็นแผ่นแทนช้อนใช้ขูดเนื้อมะพร้าวกิน
“เหมือนมีแรงมากกว่าเก่า” ไอ้แสงทำท่ากระโดดเตะเหมือนงิ้วที่เคยดูทางตลาดน้อยตลาดใหญ่ “ตีกลองฆ้องระฆังได้นานขึ้นแน่”
“มึงน่าจะถือดาบไปรบ” ไอ้บังไบพูด “ดีกว่าตีฆ้องกลอง”
“ได้มั้ยน้าเริก” ไอ้แสงหันไปถามนายเริก
“ต้องฝึกก่อน” นายเริกบอก
“ฝึกอะไร—ยังไง”
“ฝึกปล้น” นายเริกมองกราดไปทางสมุนทุกคนกับกลุ่มวณิพกที่มาเข้าพิธีหมอพราหมณ์ด้วยกัน “ฝึกดาบปล้นในเมืองก่อน แล้วค่อยออกไปปล้นในสนามรบนอกเมือง”