มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่  23  กรกฎาคม   พ.ศ. 2553

“แตกแล้ว—แตกแล้ว—แตกทั้งสองเมือง—ทั้งเมืองมะริด เมืองตะนาวศรี”

เสียงบอกเก้าแล้วเล่าสิบต่อๆกันไปในหมู่ขุนนางข้าราชการวังหลวง, วังหน้า,  วังหลัง แล้วแพร่ลงสู่พ่อค้าในพระนคร เพราะเมืองมะริดเป็นแหล่งสลุบแขกกำปั่นฝรั่งมาจอด แล้วมีสินค้าทำกำไรงามขนมาสู่เจ้านายกับขุนนางของพระเจ้าเอกทัศ เมื่อกองทัพเมืองอังวะยกมาตีแตกพ่ายแล้ว ย่อมทำให้กำไรนั้นมีอุปสรรคไม่งามตามปกติ

ความผันผวนคราวนี้ พระคลังโกษาธิบดีกราบบังคมทูลพระกรุณาต่อหน้าที่ชุมนุมขุนนางคราวก่อนว่าโปรดให้รับเครื่องบรรณาการจากหุยตองจาเมืองทวายขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมา พวกอังวะไม่พอใจเลยยกเข้าตีได้เมืองทวาย แต่หุยตองจาพาครอบครัวหนีไปเมืองมะริด พระเจ้าอังวะมีใบบอกขอตัวหุยตองจา พระเจ้าเอกทัศมิได้ตรัสตอบแต่อย่างใด เท่ากับหมางไมตรีกับพระเจ้าอังวะ เมื่อได้เมืองทวายแล้วพวกอังวะจึงให้กองหน้ายกลงไปตีเมืองมะริด แล้วเลยไปเมืองตะนาวศรีตีได้อีก

มะริดเป็นเมืองท่าริมฝั่งทะเลสมุทรไปเมืองแขกเมืองฝรั่งห่างไกลทางทิศตะวันตก มีสินค้าสิ่งของมีค่าราคาสูงกำไรงาม พวกเจ้านายกับขุนนางทั้งกลาโหมและนายกต่างมีกำไรจากเมืองมะริดงามนักหนานับไม่ถ้วน

ก่อนกองหน้าเมืองอังวะจะยกเข้าตีเมืองมะริด กรมหมื่นเทพพิพิธชิงหนีก่อนจากเมืองมะริดเข้ามาทางช่องสิงขร, เมืองกุย, เมืองปราณ จะหลบเข้าเมืองเพชรบุรี

แต่หุยตองจาหนีจากเมืองมะริดลงชายทะเลไปเมืองกระ แล้วหลบเข้าเมืองชุมพร

กองหน้าเมืองอังวะตามจับหุยตองจาจนถึงเมืองชุมพร แต่จับไม่ได้เพราะ              หุยตองจาหนีอีก เลยเผาเมืองชุมพร แล้วยกเลียบชายฝั่งขึ้นทางทิศเหนือ ตีเมืองปะทิว, เมืองกุย, เมืองปราณ แตกทั้งสามเมือง แล้วกลับไปทางช่องสิงขร ถึงเมืองมะริด ไปรวมพลที่เมืองทวายตามเดิม

หนทางช่องสิงขรสู่เมืองมะริดแล้วไปเมืองทวาย เคยมีชายฉกรรจ์ห้าร้อยคนจากเมืองเพชรบุรี  ไปเฝ้าสู่สมภารเจ้ารามมะไตย เมืองเมาะตะมะ แต่ภายหลังชายฉกรรจ์ห้าร้อยร่วมมือกับเจ้านายเมืองเมาะตะมะจับเจ้ารามมะไตยฆ่าเสีย

“คราวก่อนเตือนแล้วว่าหุยตองจาจะเป็นเรื่อง” เจ้าอาทิตย์กรมหมื่นพิทักษ์ภูเบศร์ในเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ มีรับสั่งกับที่ประชุมขุนนางอำมาตย์ที่วิตกกับเหตุการณ์กองหน้าอังวะตีเมืองทางใต้ “แต่จัดการอะไรไม่ได้ แล้วไม่ยอมส่งคืนอังวะ เรื่องก็บานปลาย—”

“ไปอยู่เมืองอื่นซี่” อำมาตย์ผู้ใหญ่บอกดังๆ “เอาหุยตองจาไปอยู่เมืองอื่น ไปอีกฟากหนึ่งเลย โน่นเมืองชลบุรีโน่น อยู่ทะเลอีกฟากไปเลยจะได้หมดปัญหา”

“ไม่ได้อยู่แค่หุยตองจา” กรมหมื่นพิทักษ์บอกอีก “แต่พวกรามัญหนีเข้ามาพึ่งมากไป เรารับไว้มากไปจะมีปัญหา ทางอังวะไม่พอใจ”

“ขลาดหรือ” อำมาตย์ถาม “อยากให้รามัญมามากๆจะได้เอาไว้รบศึกอังวะ”

“เหมือนชักศึกเข้าบ้าน” กรมหมื่นพิทักษ์ท้วง

“มีศึกมาก็รบศึก” อำมาตย์กระหาย

“แต่ไม่มีดีกว่ามี” กรมหมื่นพิทักษ์ไม่โปรดศึกสงคราม แม้ไม่ขลาดแต่ก็ไม่โปรด เพราะมีศึกมีสงครามมีแต่เดือดร้อนแสนสาหัสหาประโยชน์มิได้ จึงโปรดปรานอ่านสมุดพระนิพนธ์พระบิดาคือเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ แล้วโปรดปรานตามเสด็จประพาสไพรไปทางหัวเมืองพระพุทธบาทกับสถานศักดิ์สิทธิ์ตามป่าเขา

ฝรั่งพวกหนึ่งที่พระบิดาเคยสนิทสนมเมื่อครั้งเป็นวังหน้า ขณะนี้กรมหมื่นพิทักษ์ก็ยังไปมาหาสู่ฝรั่งพวกนี้ บางคืนมีมโหรีฝรั่งอย่างไพเราะเพราะพริ้ง แล้วแลกเปลี่ยนความคิดวิทยาการต่างๆอย่างไม่เบื่อหน่าย จึงเมื่อมีข่าวศึกสงครามก็ให้หนักพระทัย แต่ทัดทานกลาโหมกับมหาดไทยไม่ได้ เพราะพวกนี้มีอำมาตย์ผู้ใหญ่ให้ท้ายได้ผลประโยชน์แบ่งปันจากค้าสำเภา

เจ้านายท้าวนางข้างในก็เข้าข้างขุนนางอำมาตย์ที่มีอำนาจ เพราะต่างร่วมค้าสำเภาสลุบกำปั่นเอาประโยชน์ร่วมกันอย่างสุดจิตสุดใจ

สำเภาเป็นคำเรียกเรือจีน, สลุบเป็นคำเรียกเรือแขก, กำปั่นเป็นคำเรียกเรือฝรั่ง พวกเจ้านายท้าวนางข้างในรู้จักมักคุ้นคำเหล่านี้อย่างดี เพราะมีพ่อค้าจีน, แขก, ฝรั่ง เอาสิ่งของจากเมืองเทศมากำนัลคราวละเป็นก่ายกองเหมือนคำร้องเวียนเทียนว่ามีเงินทองกองแก้ว เพราะ

ส่วยช้างมาแต่เหนือ     ส่วยเรือมาแต่ข้างใต้

สมบัติอย่ารู้ไร้ ให้ไหลมาดังท่อธาร

เจ้านางหงส์หยกดูแลกิจการพระคลังสำเภาหลวงทั้งหมด เพื่อถวายงานพระเจ้าแผ่นดินวังหลวงมิให้ขาดตก ขณะเดียวกันต้องอุปฐากพระเจ้าแผ่นดินวัดประดู่มิให้บกพร่อง ฉะนั้นต้องหาพระราชทรัพย์ประจำไว้มิให้ติดขัด จึงชุบเลี้ยงนังโสมละครไว้สนองบาทบริจาริกาพระเจ้าเอกทัศ ด้วยนังโสมยังเป็นรุ่นสาวคราวธิดานารี ย่อมเป็นที่โปรดปราน เจ้านางหงส์หยกก็ได้ผลพวงคุมพระคลังสำเภาหลวงสะดวกดายเพียงผู้เดียวไม่มีเสี้ยนหนาม

นายกรมบ้านเขาปัถวีที่พระฉายหรือเจ้ากรมข้าหลวงเดิมของกรมหมื่นเทพพิพิธ   รู้ว่าเจ้าแขกกรมหมื่น หนีจากเมืองมะริดเข้ามาเมืองเพชรบุรี จากนั้นออกจากเมืองเพชรบุรีข้ามฟากไปทางเมืองระยอง จันทบุรี ก็ดีใจร้องบอกบ่าวไพร่ในบ้านให้รู้ทั่วกัน

“เสด็จมาอยู่ทางตะวันออกก็ยิ่งใกล้ พวกเราจะติดต่อได้ไม่ยาก จากปัถวีเข้าพนมโยงออกเมืองนครนายกไปหัวเมืองชายทะเลไม่ไกลแล้ว” นายกรมพูดให้บริวารฟังไว้ แล้วให้นายบ้านรู้ความตามจริง “พระเจ้าแผ่นดินวัดประดู่จะทรงรู้เรื่องแล้ว ข้างหน้าเป็นอย่างไรก็สุดเดา เพราะในวังหลวงเอาแต่ค้าสลุบกำปั่นสำเภาไม่เอาอย่างอื่นเลย”

“มีใบบอกมาเกณฑ์คนที่นี่ไปรับศึกเมืองกาญจน์” นายบ้านบอกนายกรม “พระพิเรนเป็นแม่ทัพ”

“มันเคยรบแน่รึวะ” นายกรมร้องถาม

“ทำไมล่ะ เขาเป็นถึงตำรวจ ทำไมจะไม่เคยรบ”

“ตำรวจน่ะเป็นนักรบข้ารู้” นายกรมตะคอก “แต่ไอ้พิเรนคนนี้เคยรบไหมข้าไม่รู้ เพราะที่เคยรู้มันไม่เคยออกรบ มันได้แต่ไปในกองทัพแต่แล้วหนีทัพทุกครั้ง ที่รอดอยู่ได้เพราะมีพ่อค้าในไก่ให้สินบนไปส่วยนายสม่ำเสมอก็รอดได้ อยู่สบายได้”

“คราวนี้ทำไมมันไม่ส่วยสินบนล่ะ”

“ต้องดูตอนไปทัพจริงๆ ว่ามันจะมาไม้ไหนได้อีก เพราะลูกเล่นมันมีไม่หมด”

“ลูกเล่นอย่างไหนอีก” นายบ้านถามเพราะอยากรู้

“มันจ้างคนอื่นออกรบแทนมันก็ได้ ยกไปกลางดงกลางป่าแล้วใครจะรู้”             นายกรมพูด “ขนาดในเมืองแท้ๆมันยังตบตาบัญชีไพร่ให้หลวง”

ตบตาบัญชีไพร่เป็นที่รู้กันในหมู่ขุนนางข้าราชการว่าเกณฑ์ไพร่ไม่ได้ตามหลวงสั่งก็ให้ทำบัญชีตบตาส่งเข้าหลวงไป พร้อมด้วยของกำนัลพวกสารบัญชี เท่านี้ก็ได้ความดีความชอบ จนไม่มีข้าราชการขุนนางคนใดสนองงานราชการจริงๆ พวกไพร่ก็หนีเข้าดงพงป่าไปทางด่านช้าง บางระจัน ดงรังหนองขาว อยู่ราวไพรดีกว่าไม่ถูกเกณฑ์ไปรบศึกตาย

“กลาโหม มหาดไทยไม่รู้เลยหรือ”

“รู้” นายกรมปักดาบที่ถือลงกับดิน “แต่มันรู้กันเพราะสินบนนั่นไง มันได้ด้วยกัน รับด้วยกัน”

“อำมาตย์ล่ะรู้ไหม”

“คนนั้นได้ก่อน รับก่อนใครด้วยซ้ำไป”