กรุง แตก ยศล่มแล้ว 79.มังกรพ่นไฟพิษ
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
“กรุงประเทศราชธานี จะเกิดการกาลีทุกแห่งหน จะอ้างว้างอกใจทั้งไพร่พล จะสาละวนทั่วโลกหญิงชาย—” นางเทียมคนทรงเป็นหมอมดหมอผีอยู่ชานกำแพงพระนครตรงป้อมเพชร ท่องกลอนพูดกับบริวารที่มารอขอพรผีสางรักษาโรคและสะเดาะเคราะห์อยู่ใต้ถุนเรือนเมื่อตะวันบ่ายคล้อย
“จะร้อนอกสมณาประชาราษฎร์ จะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์มากหลาย จะรบราฆ่าฟันวุ่นวาย ฝูงคนจะล้มตายเป็นเบือ—” นางเทียมท่องบททำนายเก่าๆที่จดจำตกทอดกันมานาน แล้วย้ำว่า “พวกมึงเห็นไหมไฟไหม้เมื่อคืนเกือบหมดตลาด เคราะห์ยังดีที่ฝนตกมาช่วยดับได้ ไม่รู้ฝนหลงฟ้ามาแต่ไหนไม่น่ามาตกตอนนี้”
“ฝนตกมาช่วยดับไฟก็ดีแล้ว ทำไมว่าไม่น่ามา—” บริวารคนหนึ่งร้องถาม
“ฟ้าดินต้องลงโทษอธรรม เข้าข้างธรรมะ” นางเทียมบอกแค่นั้นก็หลับตาสองข้างนั่งขัดสมาธิเหมือนพระพุทธรูปปางสมาธิ แล้วทำตัวโอนเอนเงนโงนไปมาช้าๆ “พระเจ้าแผ่นดินวัดประดู่ทรงธรรมะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ บ้านเมืองสงบราบคาบ ราษฎรร่มเย็นเป็นสุข ไม่มีโจรผู้ร้าย ไม่มีไฟไหม้ตลาดน้อยใหญ่—”
นางเทียมเข้าทรงหลับตากวักมือเรียกคนป่วยเจ็บเหน็บเหนื่อย แล้วลูบคลำตามเนื้อตัว บางทีก็บีบนวดสำรวจอาการตามที่เคยปฏิบัติ นานๆก็ถามอาการทีหนึ่ง แล้วพูดเรื่องอื่นๆสลับไปตามปกติ
“ถ้าวัดประดู่เป็นธรรมราชาเหมือนแต่ก่อน พวกมึงไม่ต้องไข้เจ็บเหน็บเหนื่อยอย่างนี้ ถึงมีเจ็บบ้างก็บุญรักษาหายได้ง่ายๆ ไม่ต้องทุกข์ทรมานอย่างนี้”
“บุญจะมารักษาเมื่อไร” บริวารที่ปวดข้อแขนขาถามขึ้น “อีกนานไหมถึงจะมารักษา—บุญน่ะ”
“กูยังมองไม่เห็นแสงไต้”
“แสงอื่นล่ะมีไหม แสงเทียนยังงี้—”
“มีแต่ทิ้งถ่วงตัวเดียวเที่ยวบินว่อนไปไม่อยู่นิ่ง บางทีหายวับบางทีวาบมาแล้ววูบไป” นางเทียมหลับตาพูดโงนเงนเอนโอนโยนตัวไปมา
“ไฟไหม้ตลาดอีกไหมล่ะ” พ่อค้าขายหมูชื่อเก้วจากคลองสวนพลูมานั่งยองๆรอนานแล้ว ถามเสียงดังพลางบ้วนน้ำหมากสีแดงคล้ำกระดำกระด่างลงพื้นดิน
“เรือขนตับจากมาให้แล้วไอ้เก้ว” แม่ค้าของทะเลจากเมืองท่าจีนตะโกนเรียกอยู่ไกลๆ “จะมุงหลังคาโรงร้านมึงเดี๋ยวนี้แหละ”
“รอก่อนได้ไหมล่ะ”
“กูไม่รอแล้ว จะรีบกลับไปหุงข้าวให้ลูกให้ผัวกิน” แม่ค้าตะโกนบอก “คนอื่นก็เหมือนกัน”
ไอ้เก้วผลุนผลันออกจากใต้ถุนเรือนนางเทียม แล้วรี่ไปทางตลาดย่านสามม้าที่ถูกไฟไหม้เมื่อสองวันก่อน ขณะนี้กำลังรื้อถอนสร้างใหม่เสร็จเกือบหมด เหลือแต่มุงหลังคาตับจาก
โรงร้านเหล่านี้เป็นเรือนเครื่องผูกที่มีไม้ไผ่กับหวายเส้นผูกรัดส่วนต่างๆประกอบกันเป็นตัวเรือนและโรงร้าน มีฝาขัดแตะด้วยใบไม้ต่างๆ บางทีเรียกให้รู้กันว่าเรือนเครื่องผูก เป็นเรือนไพร่ฟ้าสามัญชนทั่วไปทั้งในกรุงและนอกกรุง ส่วนเรือนเครื่องสับเป็นเรือนไม้จริงฝาไม้กระดานเป็นแผ่นๆ เป็นเรือนเจ้านาย, ขุนนาง, ผู้ดี, เศรษฐีมีทรัพย์ ไม่ใช่เรือนของไพร่ฟ้าสามัญชน
ไม้ไผ่มีดื่นดาษกลาดเกลื่อนทั้งข้างในข้างนอกพระนคร ปลูกเป็นรั้วก็มี เมื่อจะใช้ก็ตัดมา ไม่นานก็แตกหน่อใหม่กินได้ด้วย
หวายมีในดงป่าใกล้เคียง ส่วนตับจากมีมากทางป่าชายเลนโคลนตมใกล้อ่าว หรือทางปากน้ำหัวเมืองปากใต้ มีเรือบรรทุกมาวางขายทางสำเภาล่ม
เรือนเครื่องผูกพวกนี้สร้างได้ในสองวัน แต่ไฟไหม้ง่ายๆ ฉะนั้นเมื่อไฟไหม้วายวอดอย่างง่ายๆ เพียงสองวันก็สร้างขึ้นใหม่อย่างง่ายๆเหมือนเดิม
“เดี๋ยวไฟก็ไหม้อีก” ซินแสบอกไต้ก๋งอ๋องกับฮูหยินที่ให้บ่าวไปตามมาดูฮวงจุ้ยร้ายขายจันอับที่ไฟไหม้แล้วจะสร้างใหม่ “เกาะนี้เคยมีมังกรพ่นไฟพิษไหม้เมือง น้ำลายมังกรเป็นพิษฆ่าคนได้ ไฟก็ไหม้ง่ายๆ”
ไต้ก๋งอ๋องกับฮูหยินได้ยินคำพูดของซินแสทุกอย่าง แต่ไม่โต้ตอบอะไร ปล่อยให้ซินแสเล่านิทานมังกรพ่นไฟพิษไหม้เมืองครั้งที่นับไม่ถ้วนให้คนอื่นฟังพร้อมกันตรงที่กำลังลงแขกถือแรงมุงตับจาก
คนจีนในกำแพงพระนครมักบอกเล่าให้ลูกหลานฟังเรื่องมังกรพ่นไฟพิษไหม้เมืองฆ่าคน ต่างเล่าแล้วเล่าอีกปากต่อปากสนุกสนาน ว่าพระเจ้าอู่ทอง มีพระนามเดิมว่าเจ้าอู่ เป็นโอรสจักรพรรดิจีน ถูกเนรเทศทางทะเลเพราะนิสัยไม่ดีทำความชั่วร้ายแรง สำเภาไปถึงเมืองปัตตานี แล้วย้ายไปอยู่เมืองต่างๆที่อยู่ชายทะเล ตั้งแต่เมืองนครศรีธรรมราช, เมืองกุยบุรี, เมืองเพชรบุรี, เมืองบางกอก ท้ายที่สุดมาปราบโรคระบาด แล้วสร้างกรุงศรีอยุธยา
เจ้าอู่ทราบข่าวเกี่ยวกับเกาะซึ่งจะเป็นที่ตั้งเมืองอยุธยาและพระองค์ทรงฉงนพระทัยเป็นอย่างมาก สถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่หรือมีใครตั้งเมืองขึ้น
พระฤๅษีตนหนึ่งซึ่งบอกเจ้าอู่ว่าเมื่อก่อนนี้มีเมืองๆ หนึ่งตั้งอยู่ชื่อว่าอยุธยามีสถานที่หนึ่งอยู่ตรงใจกลางเมือง มีบ่อซึ่งเป็นที่อาศัยของมังกรดุร้ายตัวหนึ่งเรียกว่านาคราช เมื่อไรก็ตามที่มังกรตัวนี้ถูกรบกวนก็จะพ่นไฟพิษออกมา ไหม้บ้านเรือนพินาศ มีน้ำลายทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่รอบๆบริเวณนั้นเกิดโรคระบาดเสียชีวิตลงเพราะกลิ่นเหม็น
ท้าวอู่ทองตรัสถามพระฤๅษีว่าจะฆ่ามังกรแล้วถมสระเสียจะได้หรือไม่
พระฤๅษีทูลว่าไม่มีวิธีที่จะแก้ไขได้นอกจากจะต้องหาฤๅษีที่ลักษณะเหมือนฤๅษีองค์นั้นทุกอย่างโยนลงไปให้มังกร
ท้าวอู่ทองจึงให้สืบหาฤๅษีลักษณะดังกล่าวทั่วประเทศ
ผู้ออกไปสืบหาพระฤๅษีได้กลับมาทูลว่า ไม่สามารถจะหาฤๅษีลักษณะเช่นว่านั้นได้
ท้าวอู่ทองทรงเก็บข่าวนี้ไว้เป็นความลับ และได้เสด็จพร้อมกับพระฤๅษีออกไปที่ปากสระซึ่งเป็นที่อยู่ของมังกร และโดยที่ไม่ได้ตรัสให้พระฤๅษีรู้ตัว พระองค์ทรงเหวี่ยงพระฤๅษีลงสระไปและถมสระเสีย
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา มังกรก็ไม่ปรากฏตัวขึ้นมาอีก และแผ่นดินก็พ้นจากโรคระบาด
ต่อจากนั้นท้าวอู่ทองก็เริ่มบูรณะเมืองในวันขึ้นห้าค่ำเดือนสี่ ปีขาล และเรียกเมืองนี้ว่าอยุธยา
“ขี้โกงนี่หว่า” แม่ค้าขายของทะเลพูดเมื่อฟังนิทานจบครั้งแรก “เจ้าอู่ทองขี้โกง ฆ่าฤๅษี”
“ถ้าไม่โกงอย่างนั้นก็สร้างบ้านแปลงเมืองไม่ได้” ซินแสอธิบาย
“เรื่องคอขาดบาดตายสร้างบ้านสร้างเมืองปราบเหล่าร้าย มึงจะมัวมีธรรมได้หรือ” ไอ้เก้วตะโกนบอกแม่ค้า “เผาโรงร้านกูไปไม่ว่าหรอก ปลูกใหม่ได้ แต่อยากรู้เมื่อไรคนมีบุญจะมา”
“ต้องมีมังกรพ่นไฟพิษล้างเมืองก่อน แล้วคนมีบุญจะมาปราบ” ซินแสบอกแล้วก็เดินหายไปจากที่ตรงนั้น