มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่  9  กรกฎาคม   พ.ศ. 2553

“ปล้นขนอนหลวงบางลางแล้ว เห็นไหมเป็นลางแล้ว เดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศ แล้วนะโว้ยมึงคอยดูซี่” หมอพรใต้ถุนศาลาโถงวัดพนัญเชิงนั่งบนเสื่อขาดๆที่ปูลาดตั่งเตี้ยๆพร้อมสมบัติของหมอมดหมอผีแวดล้อมเครื่องทำพิธีทั้งหลาย ในปากเคี้ยวหมากแดงเลอะเทอะเมื่อบ้วนน้ำหมากลงกระโถนดินเผาเขรอะด้วยคราบไคลโสโครก

“อุบัติเหตุจะเกิดทุกทิศาน มหาเมฆเต็มฟ้าจะลุกเป็นเพลิงกาฬ มีนิมิตพิสดารทุกบ้านเมือง พวกมึงคอยดูเถอะพระคงคาจะแดงเดือดเป็นเลือดนก อกแผ่นดินจะเป็นบ้าแผ่นฟ้าจะเหลือง ผีป่าจะวิ่งเข้าสิงเมือง ผีเมืองจะออกไปอยู่ไพร พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนี พระกาฬกาลีจะเข้ามาเป็นไส้ศึกข้างใน แม่พระธรณีจะตีอกชกหัวร่ำไห้ อกพระกาฬจะไหม้ ร้อนอกร้อนใจตรอมตรมเป็นห่วงบรรดาอาณาประชาราษฎร—” หมอพรนั่งห้อยขาพูดจาให้ฝูงมีศรัทธามาพนมมือฟัง

หมอพรเป็นหมอมดหมอผีหมอดูหมอขวัญที่คนเคารพนับถือเชื่อฟังว่าหยั่งรู้อนาคต อ้างตนว่าจำศีลภาวนาอยู่ใต้ถุนศาลาโถงวัดพนัญเชิงมาแต่ชาติปางก่อนครั้งเจ้าชายสายน้ำผึ้งกับเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก

“ตอนนั้นกูเกิดเป็นเด็กเลี้ยงงัวเพื่อนเล่นเจ้าชายสายน้ำผึ้ง เจ้าชายมีชื่อตอนเด็กว่าสาย ตรงที่เลี้ยงงัวมีจอมปลวกสูงใหญ่ศอกเศษก็พากันเล่นอย่างเด็กๆ เมื่อสายตั้งตัวขึ้นว่าราชการบนจอมปลวกเหมือนอยู่ในพระที่นั่ง หมู่เด็กทั้งปวงหมอบราบ วันหนึ่งกูขัดคำสั่งเลยถูกเอาตัวไปประหาร เด็กสายเอาไม้ขี้ตอกตัวหัวกู หัวก็ขาด เลยเล่าลือถึงอำมาตย์ในวังหลวงก็ให้พราหมณ์ปุโรหิตมาเชิญไปเป็นพระเจ้าแผ่นดิน” หมอพรเล่าเป็นคุ้งเป็นแควเหมือนละครบ้านๆ

ชาวบ้านที่เป็นสาวกหมอพรมากินๆนอนๆใต้ถุนศาลาจะพากันยกมือท่วมหัวร้องสาธุตามๆกันไปโดยไม่มีใครรู้ว่าสาธุทำไม แต่ต่างคิดเหมือนกันว่าหมอพรเป็นคนมีบุญ เป็นผู้มีบุญ

“ทำไมชื่อเจ้าสายน้ำผึ้งล่ะ” ยายแก่ตะบันหมากคนหนึ่งจะร้องถามทุกครั้งที่หมอพรเล่าเรื่อง

“เมื่อเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้เสด็จไปวัดที่ปากคลองน่ะซี่—เห็นผึ้งจับอยู่อกไก่ใต้ช่อฟ้าหน้าบัน เลยดำริว่าถ้าจะปกครองอาณาประชาราษฎรให้เป็นสุขได้ ขอน้ำผึ้งไหลลงโขนเรือประทับ พอดำริดังนั้นน้ำผึ้งก็ไหลหยดลงถูกโขนเรือประทับนั้น พวกอำมาตย์สอพลอเลยขานพระนามว่าสายน้ำผึ้ง—เจ้าสายน้ำผึ้ง” หมอพรเล่าเป็นฉากๆ อธิบายความเป็นมาของชื่อสายน้ำผึ้ง “เพราะชื่อเดิมว่าสาย แล้วสั่งน้ำผึ้งไหลหยดได้”

“ตอนนั้นพระอาจารย์หมอพรทำอะไรอยู่ล่ะเจ้าคะ” ยายแก่ตะบันหมากจะต้องถามอย่างนี้เหมือนทุกครั้ง

“กูตายไปแล้ว ถูกไม้ขี้ตอกตัดหัวตายไปแล้ว” หมอพรจะออกมุขนี้ประจำ แล้วก็เปลี่ยนเป็นพูดเรื่องอื่นต่อไป “ปล้นขนอนหลวงบางลางแล้ว ขนอนอื่นระวังให้ดี พวกมึงระวังตัวให้ดี กูมองเห็นเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศใกล้เข้ามาแล้ว”

หมอพรให้บริวารป่าวร้องคนทั่วไปให้รู้ทั่วกันว่าตอนเช้าสวดมนต์ไหว้พระแล้วขึ้นเฝ้าเทวดาอารักษ์จนถึงเพล ฉะนั้นจะออกมารักษาโรคให้ฝูงคนพูดคุยตรวจดวงชะตาทำนายทายทักได้ก็ต้องหลังเพลไปแล้วจนถึงเย็นย่ำค่ำคืน ฝูงคนก็พากันมาหาหมอพรตอนเพลเป็นประจำไป เมื่อเห็นว่าคนมาพร้อมกันแล้วหมอพรจะพูดจาบอกเก้าเล่าสิบทำนายทายทักเหตุการณ์ตามฤดูกาล ฝูงคนที่มีศรัทธานำปัญญาก็พากันกราบไหว้เชื่อถือทุกถ้อยคำ หมอพรก็ยิ่งได้เครื่องบูชาสิ่งของถวายสมภารวัดกํบพระลูกวัดสม่ำเสมอไม่ขาด ฉะนั้นใต้ถุนศาลาเลยเป็นแหล่งที่ฝูงคนหนุ่มสาวเฒ่าแก่มาพบกันทุกวัน พวกยาจกวณิพก 4 คน กับพวกอื่นๆที่ไม่มีอะไรจะยัดเข้าปากมักพากันมาพึ่งพาอาศัยโรงทานใต้ถุนศาลานี้ให้รอดตายไปวันหนึ่งๆ

แต่ไม่ได้มีที่วัดพนัญเชิงแห่งเดียว ยังมีหมอมดหมอผีหมอดูอีกมากมีหลักแหล่งทั่วไปทั้งในและนอกกำแพงพระนคร คอยทำนายทายทักตามฤดูกาลให้ฝูงคนพึ่งพารักษาต่างๆทั้งกายและใจ

“หมอพรพวกนี้เป็นหมอผีหมอมด มันมีแต่เรื่องร้ายมาบอกชาวบ้านให้งมงายไปเป็นพวกของมัน—” กลาโหมกราบบังคมทูลเมื่อพระเจ้าเอกทัศประทับนั่งชำระราชการในพระที่นั่งตอนค่ำคืนดื่นดึก “ขืนปล่อยอย่างนี้จะเป็นอันตรายต่อพระนคร เดือดร้อนถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท”

“พวกนี้เป็นหมอผีหมอมดก็จริง แต่ไม่มีอาวุธซ่องสุมเสี่ยงภัย” มหาดไทยร้อนผ่าวในอกทันทีที่ได้ยินเนื้อความกราบบังคมทูลของกลาโหม เท่ากับให้ร้ายมหาดไทยเอาใจออกหากจากเศวตฉัตร ไม่ดูแลป้องกันภยันตราย “นครบาลควบคุมดูแลได้ แต่ที่ลำบากมากก็พวกหัวเมืองมีอาวุธข้าคนซ่องสุมไม่มีใครเห็น เพราะอยู่ห่างไกลพระเนตรพระกรรณ ยิ่งเจ้าแขกมาอยู่ทางเมืองมะริดก็ยิ่งอันตรายต่อพระนครเสียยิ่งกว่าหมอพรหมอผี”

คำกราบบังคมทูลของมหาดไทยเท่ากับกล่าวฟ้องหน้าพระที่นั่งว่ากลาโหมกับพระคลังไม่ได้เอาใจใส่หัวเมืองที่ซ่องสุมอาวุธและผู้คนจนไม่รู้ใครเป็นใครที่ไหนบ้าง

“มีรับสั่งให้ส่งคนไปควบคุมเจ้าแขกแล้วที่เมืองมะริด” พระคลังทูลทันใด “คนก็ลงไปคุมไว้แล้ว”

“ไปคุมหรือไปเข้าด้วย แล้วรู้เห็นตีปล้นขนอนบางลาง” สมุหนายกมหาดไทยแย้งถามขึ้นหน้าพระที่นั่ง

“ดีใส่ตัว ชั่วใส่คนอื่น ระวังจะไม่มีดินกลบหน้า” กลาโหมระงับปากมิได้ก็โผงผางหน้าพระที่นั่ง

“หุยตองจาจะเป็นเรื่องแล้ว ถ้าไม่รีบแก้ไขจะไม่มีดินให้เหยียบซ้ำไป” กรมหมื่นพิทักษ์ภูเบศร์ หรือเจ้าอาทิตย์โอรสวังจันทน์เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ทักท้วงหมู่ขุนนางหน้าพระที่นั่งที่ทำท่าจะขัดแย้งแรงขึ้น “พวกไหนทำขนอนบางลางหมดทางสู้ป้องกันก็ยังหาพวกเหล่าร้ายไม่ได้”

พระเจ้าเอกทัศทรงได้ยินคำท้วงติงเหล่าเสนาอำมาตย์ขุนนางข้าราชการที่มีปากเสียงกัน จึงมีรับสั่งให้สอบสวนทวนความเรื่องเดิมหุยตองจาว่าเป็นมาอย่างไร แล้วเป็นไปถึงไหน

โกษาธิบดีกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าคราวก่อนโปรดให้รับเครื่องบรรณาการจากหุยตองจาที่ขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมา พวกอังวะไม่พอใจเลยตีเมืองทวาย ฝ่ายหุยตองจาพาครอบครัวหนีไปเมืองมะริด ทางเจ้าอังวะมีใบบอกมาขอตัวหุยตองจาจะทรงเห็นเป็นประการใดขอได้ทรงพระกรุณา

อำมาตย์พวกหนึ่งกราบบังคมทูลว่าเมืองทวายแต่ก่อนขึ้นกรุงเทพมหานครแล้วถูกชิงไป เมื่อหุยตองจาขอสามิภักดิ์ก็ทรงรับไว้ นี่อังวะมาตีทวายจนหุยตองจาต้องหนี แล้วจะมาขอตัวอีก อย่างนี้ไม่ถูกต้อง ที่ถูกที่ควรแล้วอังวะต้องคืนทวายต่างหาก

“จะรบเขาอีกหรือ” กรมหมื่นพิทักษ์ร้องถาม “คราวก่อนเขามาถึงนี้ไม่มีใครออกไปต้านทานได้”

“แต่มันก็ตีกรุงไม่ได้”

“เขาประชวรตะหาก เลยต้องยกกลับ ถ้าไม่ประชวรก็ไม่แน่นัก” กรมหมื่นพิทักษ์แย้งตามจริง

“พูดอย่างนี้ขี้ขลาด” กลาโหมพูดลอยๆ

“ต้องขลาดไว้ เพราะไม่มีนักรบ” กรมหมื่นพิทักษ์โต้ต่อหน้าพระที่นั่ง แล้วพูดพาดถึงขุนนางใหญ่ไปคุมค้าหากำไรไม่ฝึกปรือสู้รบ “ทหารไปอยู่สำเภาเฝ้าสลุบกำปั่นหมด เลยไม่มีคนรบศึก ที่ออกไปรบก็แตกหนีไม่มีเหลือสักกอง”

“เจ้านายควรออกรบเองทีนี้” กลาโหมพูดกระแทกใส่กรมหมื่นทันควัน

“เสนาบดีกลาโหมว่างลงเมื่อไร พวกเจ้านายจะออกรบเอง” กรมหมื่นพิทักษ์ภูเบศร์โต้ทันที เท่ากับขับไล่ให้กลาโหมออกจากตำแหน่งเสนาบดีไปเสีย

กลาโหมหยุดต่อล้อต่อเถียงเมื่อเสียงคาดกลองพระมหาระงับดับเพลิงดังต่อเนื่อง แสดงว่ามีเพลิงไหม้ในกำแพงพระนคร สมุหนายกมหาดไทยถวายบังคม              ขอพระบรมราชานุญาตรีบไปบัญชาการระงับดับเพลิงนั้น

กรมหมื่นพิทักษ์ภูเบศร์ได้ยินเสียงคาดกลองกระหึ่มมาไกลๆก็อดไม่ได้ที่จะคาดคะเนถึงเจ้าแขกกรมหมื่นเทพพิพิธผู้สนิทชิดใกล้พระบิดาธรรมธิเบศร์