กรุง แตก ยศล่มแล้ว 77. ตีขนอน
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
“ข้าวจะยาก หมากจะแพง สารพันจะแห้งแล้งเป็นถ้วนถี่—ทางน้ำจะแห้งเป็นทางบก บ้านเมืองจะรกเป็นป่าเสือ เพราะคนอยู่ไม่ได้ จะล้มตายเป็นเบือ—ผีป่าจะวิ่งเข้าสิงเมือง ผีเมืองจะออกไปอยู่ป่าดง—เหมือนพวกเรานี่ไง”
นายกรมที่คนบ้านเขาปัถวีพากันยกเป็นนายใหญ่ พูดเสียงดังนั่งชันเข่าห้อยขาบนแคร่ไม้ไผ่กลางลานบ้านในคืนข้างแรมเดือนมืดเหมือนเข้าถ้ำ
ที่คนบ้านเรียกนายกรม เพราะเคยเป็นเจ้ากรมข้าหลวงเดิมของกรมหมื่นเทพพิพิธ แล้วหนีทหารหลวงจากวัดพนัญเชิง มาตั้งหลักซ่องสุมผู้คนรอโอกาสกลับเข้ากรุง
“ให้ดูกันเองเห็นกับตา ปีก่อนๆยังมีน้ำไหลจากซอกเขา” นายกรมเหลียวมองไปรอบๆเหมือนจะให้ดูซอกเขาแห้งแล้งมีน้ำหยดเหมือนน้ำค้างกลางดึก แต่ดูอะไรไม่เห็นเพราะเดือนมืดข้างแรม เลยมีแต่สีดำ จะมีสีใบไม้แห้งบ้างก็เฉพาะที่แสงจากขี้ไต้ส่องไปถึงรางๆ
“ปีนี้มีแต่หยดน้ำ—แล้วพวกมึงจะเอาอะไรใส่ปากกินให้อิ่มท้อง” นายกรมตะโกนถามคนบ้านเขาปัถวีที่นั่งชันเขาสูบยาเคี้ยวหมากแล้วฟังคำเท่านั้น ไม่มีใครตอบคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ
“เพือกอำมาตย์มนตรีขุนนางข้าราชการในเมืองมันไม่มีศีลธรรม มันฉ้อราษฎร์บังหลวงจนบ้านเมืองจะเป็นกลียุค เพราะเพือกมันกาลีบ้านกาลีเมือง—” นายกรมพูดไปพ่นยาสูบไปด้วย “ถ้าเจ้าแขกเสด็จกลับมาประทับในกรุง เพือกอำมาตย์มนตรีเลวๆจะเป็นโทษถูกตัดหัว ถูกเอาเข้าคุกเข้าตะรางทั้งโคตร”
คนบ้านที่นั่งฟังนายกรมยกมือขึ้นท่วมหัวพร้อมกัน แล้วพูดคำว่าสาธุ คนเหล่านี้มีทั้งชาวเขาปัถวีน้ำป่าสักมาแต่เดิม กับไพร่พลเจ้ากรมในสังกัดเจ้าแขกกรมหมื่นเทพพิพิธที่มาซ่องสุมอยู่ใหม่
“เมื่อไรจะเสด็จกลับเข้ากรุง” ไพร่พลพวกหนึ่งร้องถามถึงเจ้าแขกที่มีข่าวเสด็จจากลังกามาแล้ว
“รอพวกเราไปทูล” นายกรมบอกพวกคนบ้าน “เราต้องหาลู่ทางให้ท่านเสด็จกลับ ต้องกำจัดพวกเสี้ยนหนามก่อน”
“ทำยังไงล่ะ” เสียงร้องถาม
“ยกไปตีมัน ตีไอ้เพือกกาลีบ้านกาลีเมือง ไอ้เพือกทำให้บ้านเมืองกับพระศาสนาเดือดร้อน ข้าวยากหมากแพง แห้งแล้งไปทุกที่ทาง ทางน้ำจะแห้งเป็นทางบก—”
“เมื่อไร วันไหน”
“คืนนี้แหละ ตามกูไปคืนนี้ ไปตีมัน ตีบ่อยๆ ตีเรื่อยๆ—” พูดแล้วนายกรมก็ให้ทำพิธีเซ่นวักศาลเพียงตา เลี้ยงผีเรือนผีบ้านผีป่าผีเขาผีเทพารักษ์ยักษ์กุมาร ผีดงผีหมื่นถ้ำล้ำหมื่นผา บรรดาลูกเล็กเด็กแดงกับหมู่เมียพ่อแม่คนแก่คนเฒ่าเข้ามารายล้อมร่วมพิธีบัตรพลีดีไหว้เป็นโกลาหลจนเสร็จพิธีเซ่นผี
นายกรมขึ้นม้าตามที่ได้จัดเตรียมไว้หลายวันแล้ว มีดาบขัดหลังพร้อมสรรพ พวกคนบ้านทั้งไพร่พลคนตามออกมาจากกรุงกับบริวารใหม่เพิ่มขึ้นเกือบร้อย มีดาบแหลนหลาวหน้าไม้อาบยา พากันจัดเตรียมตามที่เคยฝึกปรือนัดหมาย และตามที่เคยออกปล้นขบวนเกวียนหลายครั้งนานนับปีที่ผ่านมา
ม้าพื้นเมืองตัวไม่โตออกเดินเหยาะแหยะเยื้องย่างจากช่องเขาปัถวีในคืนเดือนมืดมุ่งไปทางตะวันตกที่เป็นหนองอู่ตะเภาของพระเจ้าตะเภาทอง
พ่อเฒ่าที่ขอร่วมตีปล้นเล่าไปเดินไปว่าพระเจ้าตะเภาทองเอาเรือสำเภาบรรทุกสิ่งของมีค่าจากเมืองจีนจะมาค้าขายเมืองอู่ตะเภา เมื่อฝีพายเอาใบพายพุ้ยน้ำเข้ามา บรรดาปูอยู่ในน้ำพากันเอาก้ามปูหนีบใบพาย แล้วกระชากจนสำเภาล่มลง ทรัพย์สินสิ่งของมีค่าจมน้ำแต่ครั้งนั้น ครั้นตื้นเขินขึ้นจึงพบสิ่งของต่างๆจมในหนองอู่ตะเภา
“ทำไมปูมันเอาก้ามหนีบใบพาย” ชายฉกรรจ์แบกพลองกระบองใหญ่ร้องถามพ่อเฒ่าที่มาในกองตีปล้นด้วย แล้วเป็นคนเล่าเรื่องสำเภาของพระเจ้าตะเภาทองขณะเดินตามม้านายกรม
“ปูมันคิดว่าพายเป็นตัวตะขาบ”
“ทำไม—เป็นตะขาบแล้วทำไมล่ะลุง บอกมาเลยไม่ต้องให้ถาม”
“พวกมึงเสือกฆ่าปู เอามันปูมาทาแผลตะขาบกัด ปูมันเลยโกรธตะขาบที่เป็นเหตุให้มันต้องตายเพราะคนฆ่าเอามันปู” ลุงเฒ่าเล่าอย่างสนุก “ตั้งแต่นั้นพอปูเห็นตะขาบก็เอาก้ามหนีบตะขาบจนตาย แต่เห็นใบพายเป็นตะขาบ เลยหนีบใบพายกระชากจนสำเภาล่ม”
“พวกมึงกับกูมาเป็นปูหนีบตะขาบกันเถอะเว้ย” นายกรมตะโกนลั่นหนองน้ำตะเภาทองที่แห้งผากอยู่กลางคืนมืดมิด แล้วนั่งม้าหลบไปอีกทางหนึ่ง
ครั้นรุ่งขึ้นพักเหนื่อยแล้วเดินทางต่ออีกคืนหนึ่ง ข้ามน้ำข้ามห้วยแห้งๆหลายแห่งก็เข้าเขตบางลางทางพุดเลาน้ำโพธิ์สามต้น นายกรมนั่งม้าไปทางบ้านแมนขนอนบางลางริมน้ำโพธิ์สามต้นในกลางคืนดื่นดึกเดือนมืดสนิท
ขนอนบางลางเป็นด่านตรวจคนเดินทางกับที่ตั้งด่านเก็บภาษีทางทิศเหนือกรุง มีขุนด่านกับหมื่นขนอนและไพร่หลวง 20 ถึง 30 คอยระวัง และเรียกจังกอบสิบหยิบหนึ่งทั้งทางน้ำทางบก
ที่ขนอนบางลางจะมีเรือใหญ่ท้ายแกว่งชาวเมืองพิษณุโลกฝ่ายเหนือบรรทุกน้ำอ้อย, ยาสูบ, ขี้ผึ้ง, น้ำผึ้ง, และสินค้าต่างๆลงมา เช่น เรือระแหงแขวงเมืองตาก กับเรือหางเหยี่ยวเมืองเพชรบูรณ์กับนายมบรรทุกครั่ง, กำยาน, เหล็กหางกุ้ง, เหล็กหล่มเลย, เหล็กน้ำพี้, ไต้, หวาย, ชัน, น้ำมันยาง, ยาสูบ, เขา, หนัง, หน่อ, งา, และสรรพสินค้าสิ่งของต่างๆลงมา
“ปล้นขนอน” นายกรมตะโกนสั่งการพลไพร่ที่ยกมาเกือบร้อย “แล้วยึดเรือมีของทุกลำ—”
“เอาเรือไว้ไหน”
“คุมเจ้าของเรือกับคนเรือถ่อขึ้นน้ำป่าสัก ผ่านน้ำลพบุรีทางวัดสบสวรรค์ แล้วลัดเข้าศาลาแดงไปทางหัวหาด ก็ลงป่าสักที่บ้านดาบทอง”
“มีด่าน”
“กูจะตีด่านเอง พวกมึงคุมถ่อเรือไป มีด่านตรงไหนกูจะตีล่วงหน้า” นายกรมร้องประกาศก้องฟ้ามืดอยู่นอกขนอนบางลาง
ไม่นานนักขนอนบางลางก็แตก นายกรมให้ขนทรัพย์สินขนอนบางลางที่ได้จากเก็บจังกอบสิบหยิบหนึ่งจากชาวเรือค้าขายแล้วรวบรวมไว้ส่งเข้าไปท้องพระคลังในกรุง
“นั่นของหลวง” ขุนด่านถูกเชือกมัดมือไพล่หลังตะโกนบอกให้พวกตีปล้นรู้จะได้เกรงอาญา “ต้องส่งเข้าท้องพระคลังหลวง”
“มึงส่งทั้งหมดนี่หรือ” นายกรมเอาดาบชี้ไปทางกองเบี้ยเรี่ยราย
“หมด” ขุนด่านตะโกนตอบ
“ไอ้โกหกตอแหล” นายกรมตะคอกดังๆให้ได้ยินทั่วกัน “พวกมึงยักยอกไว้หยิบมือหนึ่ง แต่หลายคนก็หลายหยิบมือ พอถึงนายมึงยักยอกไว้อีกครึ่งหนึ่ง ที่เหลือไม่ถึงครึ่งส่งเข้าพระคลัง ราชการพวกมึงถึงชิบหายวายป่วงอย่างนี้”
นายกรมให้ขนจังกอบขนอนบางลางกลับไปเขาปัถวี
“ปล่อยเรือ” นายกรมตะโกน “เรือเมืองเหนือที่ยึดไว้ให้ปล่อยไป ไม่เอาขึ้นป่าสัก เราได้จังกอบจากขนอนแล้ว ปล่อยเรือไปขายของตามสะดวก ไม่ต้องเสียจังกอบคราวนี้ ไม่เบียดเบียนมัน”