มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันพุธที่  7  กรกฎาคม   พ.ศ. 2553

ครูบาอาจารย์และนักวิชาการจำนวนหนึ่งเคยสำรวจสภาพปัญหาแท้จริงของการรุกล้ำทำลายอยุธยาจนแทบจะสิ้นสภาพเมืองประวัติศาสตร์ตั้งแต่ราว 50 ปีมาแล้ว ก่อนได้รับประกาศเป็น“มรดกโลก”

หลังจากเป็น“มรดกโลก”แล้ว ครูบาอาจารย์และนักวิชาการจำนวนนั้นยังคอยติดตามสภาพปัญหาแท้จริง แล้วแนะนำให้กำลังใจทางแก้ไขให้ราชการหลายอย่าง

แต่ผู้มีอำนาจราชการทั้งส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค, และส่วนท้องถิ่น ไม่ฟัง, ไม่ใส่ใจ แล้วไม่ไยดี เพราะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังและผลประโยชน์ต่างๆกัน แต่ล้วนส่งผลร้ายต่ออยุธยาทั้งนั้น

ผู้มีอำนาจราชการในอยุธยาขณะนี้ บางคนเพิ่งย้ายมาจากที่อื่น ไม่เคยรู้เรื่องความเป็นมาแท้จริง แต่เชื่อ“รายงานเท็จ” เลยฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียดออกอาการโมโหโกรธาน่ารังเกียจ

แต่บางพวก“กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง” มีผลประโยชน์เฉพาะหน้าทับซ้อนซ่อนเงื่อนกับแหล่งค้าขายที่ทำลายความเป็นอยุธยานั้น ส่วนบางพวก“หาเสียง”จากความไม่รู้ของประชาชน

ผู้รับผิดชอบเมืองประวัติศาสตร์โดยตรงก็อ่อนแอและเละเทะเลอะเทอะสืบเนื่องมายาวนาน ทุกวันนี้ยังไม่ปรับตัว และดูเหมือนปฏิรูปไม่ได้

คนพวกนี้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง แต่ไม่เคยฟังเสียงทักท้วงของประชาชนพลเมือง ซึ่งเป็น“วัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนาย” ที่รู้กันมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา

เมื่อเข้าตาจนเพราะจำนนเถียงไม่ขึ้น คนพวกนี้จะตีรวนผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่าต้องติเพื่อก่อ ไม่ใช่ติเพื่อทำลาย แต่พวกเขาไม่เคยจำได้เลยว่าครูบาอาจารย์ นักวิชาการ นักคิดนักเขียน และประชาชน เขาพากันติเพื่อก่อมาราว 50 ปีต่อเนื่องมาตลอด

แต่มันไม่ฟัง มันลุแก่อำนาจ ครั้นเข้าตาจนก็จะโวยวายเหมือนควายถูกเชือด

ขอแนะนำดีๆอีกเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน ว่าให้ผู้มีอำนาจราชการในอยุธยาหุบปาก ฟังคนอื่นบ้าง แล้วอย่าลุแก่อำนาจคิดว่าตัวเองวิเศษกว่าคนอื่นเพราะมีอำนาจ จะขอคัดความเห็นล่าสุดมาให้อ่าน ดังนี้

 

‘อยุธยา’ เสี่ยงหลุดมรดกโลก

นายวสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิกชำนาญการพิเศษ สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร และอดีตเลขานุการองค์กรเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานและมรดกวัฒนธรรม (อีโคโมสไทย)

เปิดเผยกรณีปัญหาภูมิทัศน์ และพื้นที่ขายของบริเวณข้างวิหารพระมงคลบพิตร ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ว่า

ปัญหาความขัดแย้งเรื่องพื้นที่ค้าขาย รวมทั้งการที่ชาวอยุธยาไม่เห็นคุณค่า  คิดว่ามีผลต่อพันธสัญญาความเป็นมรดกโลกแน่นอน เพราะเมื่อคณะกรรมการองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) มาประเมินคุณค่าและพบปัญหาต่างๆที่ไม่ได้แก้ไข อุทยานฯจะถูกขึ้นบัญชีมรดกโลกภาวะเสี่ยงทันที

“กระบวนการถอดถอนมรดกโลกไม่ได้ทำกันง่ายๆ ต้องใช้เวลาหลายปี แต่เคยมีการถอดถอนลุ่มแม่น้ำเอลเบ้ ประเทศเยอรมนี กรณีรัฐบาลสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ ทำให้ภูมิทัศน์เสียไป” (มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม 2553 หน้า 13)

 

อยุธยาเคยมี“โรคห่า”ระบาดระหว่าง พ.ศ. 1890-1893 บ้านเมืองปานจะล่มจม พระเจ้าอู่ทองต้องฟื้นโลกใหม่ แล้วได้“ราชอาณาจักรสยาม”แห่งแรก คือ กรุงศรีอยุธยา

โรคห่าที่ว่านั้น เคยเข้าใจผิดว่าเป็นอหิวาตกโรค แต่แท้จริงเป็นกาฬโรคที่ระบาดทั่วโลกคนตายหลายล้าน ชาวยุโรปยุคนั้นรู้จักดีในชื่อ BLACK DEATH

ความรู้เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเป็นพยานว่าอยุธยาไม่ได้อยู่โดดๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก โดยเฉพาะการค้าโลก ที่เราหลงลืมแล้วละทิ้งตลอดมายาวนานมาก

ภาคราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องอยุธยามรดกโลก ควรไปร่วมงานเสวนา “แบ่งปันความรู้ เชิดชูศาสนา พัฒนาแหล่งน้ำลำคลอง” เรื่อง BLACK DEATH โรคห่า กาฬโรค ยุคพระเจ้าอู่ทอง ที่โรงละครแห่งชาติ(โรงเล็ก) ในวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2553 นี้