มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่ 30  กรกฎาคม   พ.ศ. 2553

พุทธศาสนาที่เรารู้จักทุกวันนี้ ถูกปรุงแต่งแล้วอย่างน้อยตั้งแต่แผ่นดินรัชกาลที่ 3 แต่โดยทั่วไปมักงมงายว่าเป็นพุทธแท้สืบมาแต่ครั้งพุทธกาล

แม้นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ศิลป์ ก็งมงายไปด้วยอย่างนั้น จนถ่ายทอดให้สานุศิษย์ว่าพุทธศาสนายุคทวารวดี, ศรีวิชัย, สุโขทัย, อยุธยา, ฯลฯ ก็เป็นอย่างนี้ คืออย่างที่เห็นทุกวันนี้ เท่ากับเอาปัจจุบันกำหนดอดีต

น่าสงสัยว่าเมื่อปัจจุบันไม่ถูก แล้วที่สอนเรื่องอดีตย้อนไปนับพันๆปีจะถูกอย่างไร

จะคัดข้อความในหนังสือ พุทธศาสนากับปัญหาทางเพศ และสีกากับผ้าเหลือง ของ ส. ศิวรักษ์ มาให้อ่านเป็นพยานต่อไปนี้

“คณะสงฆ์ไทยถูกผลกระทบอย่างแรงครั้งแรกเมื่อเกิดคณะธรรมยุติกนิกายขึ้นในรัชกาลที่ 3 ซึ่งให้ทั้งคุณและโทษ”

“การที่ไทยเราเดินตามฝรั่ง จนเลิกเชื่อเรื่องวัฏฏสงสารหรือการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ตามแนวทางแห่งวิทยาศาสตร์ของฝรั่ง รวมทั้งความเชื่อเรื่องรุกขเทวดา นรก สวรรค์ แม้จนชาดกต่างๆ ก็เห็นเป็นเรื่องการเล่านิทานไป นับว่าเป็นการถอนรากถอนโคนออกจากพื้นภูมิธรรมเดิมของเราอย่างน่าเป็นห่วง”

“ใช่แต่เท่านั้น รัชกาลที่ 5 ยังออกพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ในปี ร.ศ. 120 ให้ศาสนจักรอยู่ใต้อำนาจอาณาจักรนั้นเล่า นับว่าเป็นอันตรายยิ่ง รวมถึงการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่ต้องมีการเรียนการสอนอย่างฝรั่ง โดยมุ่งที่หัวสมองอย่างขาดมิติในทางจิตสิกขาเอาเลยนั้น นับเป็นโทษอย่างยิ่ง”

“พระคันถธุระรู้เรื่องเพียงจากคัมภีร์ฝ่ายภาษาบาลี ซึ่งคับแคบ แต่ก็อวดว่าดีวิเศษกว่ามหายาน วัชรยาน ฯลฯ ซึ่งตนไม่มีความรู้เอาเลย ภาษาสันสกฤตก็ไม่รู้ ภาษาอังกฤษก็รู้ไม่ดี ยิ่งภาษาจีนหรือธิเบตด้วยแล้ว ไม่จำต้องกล่าวถึง แม้จนบัดนี้แล้ว คนส่วนใหญ่ก็ยังแลไม่เห็นถึงความล้าหลังของการสอบเปรียญและนักธรรม ซึ่งถึงกับลอกกันสอบอย่างหน้าด้านๆ ก็ไม่นำพา”

“แม้จะเกิดมหาวิทยาลัยสงฆ์ขึ้น ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าน้อยหน้ากว่ามหาวิทยาลัยทางโลกด้วยประการทั้งปวง แม้มหาวิทยาลัยทางโลกเอง ก็มีความด้อยในทางความเป็นเลิศอย่างฝรั่ง โดยที่จะเข้าถึงสาระแห่งไตรสิกขาย่อมไม่มีเอาเลย”

เพื่อสนองคุณพวกวัฒนธรรมเถรวาทไทยในสยามที่มั่นอกมั่นใจในความเข้าใจของตนเรื่องพระไตรปิฎกจนถึงกับยกตนข่มท่าน ก็จะขอคัดข้อความที่ ส. ศิวรักษ์ ยกจากหนังสือของ ขันติปาโล มาให้อ่านดังนี้

“พระทางฝ่ายเถรวาทคับแคบ เพราะติดยึดว่าลัทธินิกายของตนประเสริฐเลิศที่สุด พระบาลีตรีปิฎกจริงแท้ตามพระพุทธวัจนะเป็นอย่างยิ่ง พระวินัยที่พระภิกษุยึดถือปฏิบัติตามพระปาฏิโมกข์ ก็เป็นของแท้ดั้งเดิม โดยไม่ยอมแปรเปลี่ยนหรือดัดแปลงใดๆ เลย (อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี โดยที่ตามความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่)

ที่ร้ายก็คือ พรหมจรรย์ของท่านนั้นๆ หลายรูปไม่ผ่องใส แม้จะไม่เป็นปาราชิก ก็เก็บกดในทางเพศไว้ ให้โทสจริตกล้ามาทดแทน”

สาธุ สาธุ สาธุ

นอกจากเรื่อง พุทธศาสนากับปัญหาทางเพศ และสีกากับผ้าเหลือง แล้ว ในเล่มยังมีเรื่อง พรหมจรรย์ในสังคมบริโภค กับ ความอ่อนแอและเสื่อมโทรมของคณะสงฆ์ไทยและทางออกจากสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วย นอกเหนือไปจากเรื่อง จริยธรรมทางเพศในสังคมพุทธ และ จากชราภาพสู่ความเป็นมุนี ท่านจันทร์ แห่งสันติอโศก กล่าวหาว่าเล่มนี้ ชี้โพรงให้กระรอก