มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม   พ.ศ. 2553

เรือพระราชพิธีมีแห่งเดียวในโลก ที่ยังใช้งานเหลืออยู่ในปัจจุบัน คือที่ประเทศไทย

แต่รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยนับแต่มีรัฐบาลตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2475 ไม่รู้จักความเป็นมาอันยาวนานมาก เลยไม่เข้าใจ แล้วไม่ให้ความสำคัญ

จึงพากันทอดทิ้งปล่อยปละละเลยให้มีสถานที่เก็บเรือ เรียกอู่เรือพระราชพิธี อยู่ปากคลองบางกอกน้อย ตามยถากรรม เป็นพิพิธภัณฑ์อยู่ในชุมชนเก่าแออัดยัดเยียดเสี่ยงต่อไฟไหม้เผาผลาญทุกลมหายใจเข้า-ออก เข้าชมยุ่งยากยอกย้อนซ่อนเงื่อนมาก

รัฐบาลทุกรัฐบาลรู้จักเรือพระราชพิธี ล้วนฟูมฟายน้ำลายแตกฟองประจบประแจงเจ้านายก็ต่อเมื่อมีพระราชพิธี แล้วรัฐบาลฉวยโฆษณา“ขาย”ฝรั่งแค่นั้น เมื่อเสร็จงานแล้ว “ทิ้งลงในคงคา ลอยมาลอยไปเป็นใบตอง”ทุเรศชิบเป๋ง

เรือพระราชพิธี มีรากเหง้าเค้าต้นจากเรือศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าชาติพันธุ์สุวรรณภูมิราว 3,000 ปีมาแล้วเป็นอย่างน้อย

ผมเคยเขียนอธิบายหลายครั้งต่อกันหลายปีมาแล้ว ล่าสุดรวมอยู่ในหนังสือ เรือพระราชพิธีและเห่เรือ มาจากไหน? เมื่อไร? (คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550) มีในเว็บไซต์ด้วย

เรือศักดิ์สิทธิ์ มีหลักฐานให้เห็นเป็นรูปลายเส้นสลักบนกลองทอง(สัมฤทธิ์) หรือมโหระทึก เมื่อไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว พบในประเทศไทย, เวียดนาม, จีน (ที่มณฑลกวางสี) และที่อื่นๆในสุวรรณภูมิบริเวณอุษาคเนย์

แสดงว่าชุมชนและบ้านเมืองยุคดึกดำบรรพ์ในภูมิภาคนี้ล้วนมีเรือศักดิ์สิทธิ์ที่จะเติบโตเป็นเรือพระราชพิธีเหมือนกันทุกแห่ง แต่ปัจจุบันเหลือที่ไทยแห่งเดียว

เรือ มีรูปร่างจากงู ที่ต่อมาเรียกนาค(ตามคำละตินและบาลี) หัวเรือมีรูปเป็นงูหรือนาค ส่วนหางเรือเรียวยาวเหมือนงูหรือนาค

คนสุวรรณภูมิทุกชาติพันธุ์ รวมทั้งบรรพชนคนไทยทุกวันนี้ มีความเชื่อ งู แต่เรียกนาค เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นสัตว์บรรพชน สิงอยู่บาดาลคือใต้ดิน ปกป้องคุ้มครองคนจากสิ่งชั่วร้ายอื่นๆ เมื่อคนตายลงต้องกลับไปหาบรรพชนในถิ่นเดิม (คือโลกบาดาลอยู่ใต้ดิน) โดยงูหรือนาคเท่านั้นจะพากลับได้ปลอดภัย

คนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิเลยทำเรือรูปงูหรือนาคเป็นพาหนะ ใส่ศพรับกลับไปบาดาล หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าทำโลงไม้เป็นรูปงูหรือนาค แล้วเรียกภายหลังว่าเรือ

ยามปกติคนยุคดึกดำบรรพ์ของสุวรรณภูมิทุกชาติพันธุ์ เดินทางด้วยพาหนะศักดิ์สิทธิ์คือเรือรูปงูหรือนาค แล้วยังใช้ทำพิธีกรรมอื่นๆอีก เช่น แข่งเรือเสี่ยงทาย ฯลฯ

หลังรับศาสนาพราหมณ์-พุทธ จากอินเดีย(ชมพูทวีป) แล้วมีราชสำนักตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1000 ราชสำนักเหล่านั้นล้วนรับความเชื่อสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของพราหมณ์-พุทธ ที่นำเข้ามาใหม่ เช่น นาค เป็นแท่นบรรทมพระนารายณ์, ครุฑ เป็นพาหนะของพระนารายณ์, หงส์ เป็นพาหนะของพระพรหม, ฯลฯ

ก็เริ่มดัดแปลงหัวเรือที่มีมาก่อนให้เป็นรูปสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อยกย่องพระเจ้าแผ่นดินที่ประทับในเรือให้เป็นเทวดาตามคติพราหมณ์

นานเข้าก็สร้างเรือเพิ่มมากขึ้นจนเป็นขบวน เรียกขบวนเรือพระราชพิธี สืบเนื่องถึงปัจจุบัน

อู่เรือหลวง ที่ปากคลองบางกอกน้อย มีสมัยหลังรัชกาลที่ 3 เพราะสุนทรภู่และกวีอื่นๆสมัยรัชกาลที่ 3 นั่งเรือผ่านบ่อยๆแล้วแต่งนิราศไว้ แต่ไม่เขียนพรรณนาว่ามีอู่เรือหลวงอยู่ตรงนี้

หรือท่านผู้ใดเคยพบพยานหลักฐานว่ามีอู่เรือหลวงแล้วที่ปากคลองบางกอกน้อยก่อนสมัยรัชกาลที่ 3 แล้ว กรุณาบอกด้วย

อู่เรือพระราชพิธี (หลังคาโค้งด้านซ้าย) สถานที่เก็บเรือสุพรรณหงส์ และเรือสำคัญๆลำอื่นๆ อยู่ในชุมชนแออัดปากคลองบางกอกน้อย ตรงข้ามโรงพยาบาลศิริราช (กำลังก่อสร้างอาคารใหม่)