หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคาร ที่  6  กรกฎาคม  2553

“แปดริ้วเมืองน่าอยู่” เป็นข้อความที่ ผศ. เอนก เทพสุภรณ์กุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (มรภ.) จ. ฉะเชิงเทรา ชูขึ้นมาเพื่อพัฒนา“แปดริ้ว” เมืองเก่าของฉะเชิงเทรา

แล้วบอกเพิ่มเติมว่าจะจัดตั้งศูนย์ประสานงานแปดริ้วเมืองน่าอยู่ โดยรวบรวมข้อมูลของจังหวัดให้มากที่สุด (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 29 มิถุนายน 2553 หน้า 8)

ข้อมูลเมืองแปดริ้ว จ. ฉะเชิงเทรา มีมาก แต่ก็เหมือนบ้านเมืองอื่นๆในประเทศไทยที่มักไม่มีสถาบันการศึกษารวบรวมแล้วคอย update ข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ นักค้นคว้าเลยดีแต่พูด good but mouth เรื่อยมาว่า“ไม่มีข้อมูล”บ้างละ “ไม่มีหลักฐาน”บ้างละ ฯลฯ สักแต่ว่าจะพูดเพื่อให้ดูดีแล้วมีคนเห็นอกเห็นใจที่ตัวเองไม่ได้ทำงาน หรือทำไม่สำเร็จ

สถาบัน(ส่วนมาก)ที่ตั้งอยู่ท้องถิ่นต่างๆ มักอ่อนด้อยความรู้ ความเป็นมาทางประวัติทางสังคมวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆที่สถาบันตั้งอยู่ เนื่องเพราะยึดติด “ประวัติศาสตร์แห่งชาติ” ด้วยความเข้าใจบกพร่อง และไม่ให้ความสำคัญ“ชื่อบ้านนามเมือง” หมายถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั้นๆ

แม้แต่ท้องถิ่น“อดีตราชธานีของไทย”ที่คลั่งไคล้กันนักหนาสาหัส ว่าเป็น “มรดกโลก” เช่น กรุงศรีอยุธยา, กรุงสุโขทัย ก็ไม่มีสถาบันใดเอาใจใส่จริงจัง จะมีก็แค่ฟูมฟายน้ำลายแตกฟองท่องจำตำรา“ล้าหลัง-คลั่งชาติ” แล้วก็แค่นั้น ไม่เคยศึกษาค้นคว้าก้าวหน้ากว่าที่ท่องของเก่าเอาไว้ประจบเจ้านาย

สิ่งที่ประวัติศาสตร์แห่งชาติไม่ใส่ใจเลย คือ ภูมิศาสตร์, ภูมิประเทศ, ภูมิสังคม ซึ่งมีความสำคัญมากทั้งในอดีต, ปัจจุบัน, และอนาคต

เมืองแปดริ้ว จ. ฉะเชิงเทรา ตั้งอยู่ลุ่มน้ำบางปะกง มีความเป็นมาเก่าแก่เกี่ยวข้องกับเมืองมโหสถ (อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี) และแหล่งดึกดำบรรพ์เขตชลบุรี (อ. พนัสนิคม) กับเขต  จ. สระแก้ว ต่อเนื่องถึงทะเลสาบ “โตนเลซาป” ที่ตั้ง นครวัด, นครธม เมืองเสียมเรียบ ในกัมพูชา

แม้ชื่อแม่น้ำว่าบางปะกง ก็มีรากคำจากภาษาเขมรว่า บ็องก็อง แปลว่า กุ้ง

งานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับฉะเชิงเทราของสุนทร คัยนันทน์ และอิงตะวัน            แพลูกอินทร์, ฯลฯ ควรเลือกพิมพ์เผยแพร่ให้เป็นที่รับรู้กัน แล้วใช้ประกอบการเรียนการสอนทั่วไปในจังหวัด

ความเป็นมาพวกนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบด้วยศรัทธา คอย update ข้อมูล แล้วแบ่งปันเผยแพร่สู่สาธารณะสม่ำเสมอ ถึงจะสมเป็นเมืองน่าอยู่จริงๆ แล้วยังจะส่งผลให้ปฏิรูปประเทศสำเร็จทางหนึ่งด้วย

ถ้าสักแต่เก็บไว้ในตู้เอกสาร แล้วหวงเหมือนหมาหวงก้างในรางหญ้า อย่างหน่วยราชการในกระทรวงวัฒนธรรมก็ไม่มีประโยชน์ต่อสังคม และจะเป็นเมืองไม่น่า

นี่เป็นกรณีตัวอย่างที่ดีเยี่ยมเพื่อแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภูมิประเทศของท้องถิ่นตัวเอง ให้ “รู้เขา รู้เรา รู้โลก” อย่างรื่นรมย์

แผนที่ระบบนิเวศตามหลักภูมิปัญญาพื้นบ้าน บริเวณคอนผีหลง ต. ริมโขง อ. เชียงของ            จ. เชียงราย ไผ่-เพียรพร ดีเทศน์ บอกว่า กลุ่มรักษ์เชียงของศึกษาร่วมกับชาวบ้าน แล้วพิมพ์เผยแพร่ รวมทั้งใช้สอนในโรงเรียนท้องถิ่นด้วย (ผลิตเมื่อ พ.ศ. 2553 โดยเครือข่ายนักวิจัยจาวบ้านเชียงของ-เวียงแก่น, เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา, โครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต)