มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันพุธที่  14  กรกฎาคม   พ.ศ. 2553

เด็กไม่อ่านวรรณคดี เพราะผู้ใหญ่ทำให้วรรณคดีไม่น่าอ่าน

วรรณคดีทุกเรื่องทุกเล่มมีขึ้นด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมวัฒนธรรม เพราะคนแต่งวรรณคดี(จะเรียกว่า กวี หรืออะไรก็ตามใจ) ล้วนถูกครอบงำด้วยเศรษฐกิจการเมืองและสังคมวัฒนธรรมยุคที่คนแต่งมีชีวิตแต่งวรรณคดีเรื่องนั้นเล่มนั้น

แต่ผู้ใหญ่(ในนามครูบาอาจารย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ) ยกย่องวรรณคดีอย่าง“ไม่มีทางเลือก”ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องสักการบูชา ทั้งเป็นงานบริสุทธิ์ผุดผ่องดังทองทา ด้วย “พระปรีชาสามารถ” และไม่เกี่ยวข้องการเมืองทั้งมวล เลยอธิบายผิวเผินเพื่อยอพระเกียรติกับแปลยกศัพท์อย่างสุดแสนทรมานสาหัส

แม้แต่เรื่องพระอภัยมณี ของสุนทรภู่ เป็นวรรณคดี make love, not war ต่อต้านการล่าเมืองขึ้น บรรดาครูบาอาจารย์ก็อธิบายให้เสียหายว่าเป็นเรื่องจักรๆวงศ์ๆ แฟนตาซี เพ้อๆฝันๆ

นอกจากนั้นผู้ใหญ่ไก่เขี่ยทั้งหลายที่มีอำนาจยังสร้างกรอบครอบงำวรรณคดีไว้แคบๆแค่“ร้อยกรองของราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยา”เท่านั้น ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น ไม่มีร้อยแก้ว และไม่มีของท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศ จึงไม่มีท้าวฮุ่งท้าวเจือง, ไม่มีพระเจ้าพรหม, ไม่มีนางนาค, ไม่มีลิ้มกอเหนี่ยว, ไม่มีตำนานท้าวอู่ทองกับศรีธรรมาโศก ราช, ฯลฯ

“ระบบการศึกษาไทยมุ่งให้เด็กเรียนแข่งขันความเป็นเลิศทางวิชาการ ก็จะทำให้เด็กไม่อ่านหนังสือวรรณคดี—” ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย บอกไว้ในไทยโพสต์ (x-cite ฉบับวันพุธที่ 7 กรกฎาคม 2553 หน้า 3) “สังคมต้องช่วยกัน โดยเริ่มจากผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก”

ผมเห็นพ้องต้องกันกับนายกฯนักเขียน แล้วเห็นเพิ่มเติมอีกว่า นักเขียน, กวี, ศิลปิน, ฯลฯ มีพลังมหาศาลที่จะแบ่งปันเผยแพร่วรรณคดีให้แพร่หลายทั่วไปอย่างมีคุณค่าและมีคุณภาพ

แต่—นักเขียน, กวี, ศิลปิน, ฯลฯ อ่านวรรณคดีครั้งสุดท้ายเมื่อไร? แล้วมีอะไรในวรรณคดีเรื่องนั้นเล่มนั้น? ฯลฯ น่าสงสัยนัก

สถาบันการศึกษาตั้งแต่โรงเรียนถึงมหาวิทยาลัย ไม่อ่านวรรณคดี ถ้าจะมีวรรณคดี ก็ให้“ท่องจำ”โดดๆ ไม่เกี่ยวกับ“ทำนอง”ที่มีเพลงดนตรี ทั้งๆวรรณคดีประเภทร้อยกรองแต่งขึ้นเพื่อร้องขับ เช่น ขับเสภา ฯลฯ

ห้องสมุดทั่วประเทศไม่มีกิจกรรมจูงใจให้อ่านวรรณคดี โดยเฉพาะห้องสมุดประชาชน“เฉลิมราชกุมารี” (สมบัติของ กศน.) ไม่เคยมี และอาจไม่รู้จักวรรณคดี อย่างดีก็รู้จัก“สุนทรภู่ เกิดบ้านกร่ำ เมืองแกลง ระยอง” แต่ไม่ใช่ เพราะที่ถูกคือ สุนทรภู่ เกิดวังหลัง เป็นผู้ดีบางกอก

สมาคมนักเขียนนั่นแหละน่าจะออกแรงแบ่งปันวรรณคดีคลุกเคล้าไปกับเพลงดนตรีสู่สาธารณะให้สม่ำเสมอ โดยไม่ต้องรอเทศกาลหนังสือปีละครั้ง

คำบอกเล่าด้วยภาษาพูด คือนิทานของผู้คนชนเผ่าเหล่ากอดึกดำบรรพ์ นับเป็นวรรณคดีเก่าแก่ที่สุด ถือเป็นรากเหง้าเค้าต้นของวรรณคดีที่เป็นลายลักษณ์อักษรยุคหลังๆต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ลายลักษณ์อักษรไทย ไม่ได้เกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากความจำเป็นด้วยพลังผลักดันของศาสนา-การเมือง และวัฒนธรรม ของสังคมในสยามประเทศเป็นระยะเวลายาวนานมาก

คำอธิบายละเอียดมีในหนังสือภาษาและวรรณคดีในสยามประเทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546