หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันศุกร์ ที่  2  กรกฎาคม  2553

 

เพิ่งเห็นคอลัมน์รับฟ้องในมติชนรายวัน เลยเพิ่งอ่าน พออ่าน 2 วันติดกันก็ชอบใจ ขออนุญาตคัดบางตอนมาเผยแพร่ซ้ำ แล้วมีความเห็นเพิ่มเติมต่อท้าย

อย่าตั้งป้าย

ดิฉันเป็นนักท่องเที่ยวอยู่ในกรุงเทพมหานคร ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะเดินทางไปไหว้พระ ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ทุกครั้งจะเข้าไปใช้บริการสอบถามเกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยวที่ศูนย์บริการการท่องเที่ยว ทราบว่าสถานที่แห่งนี้เดิมเป็นอาคารศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยาหลังเก่า

เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยที่สุดในประเทศไทย มีรูปพระมหากษัตริย์ในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาติดไว้ที่หน้าตัวอาคาร สมควรที่จะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันผู้ใดที่ผ่านไปมาหน้าศาลากลางแห่งนี้จะเห็นว่ามีป้ายประชาสัมพันธ์ของทางราชการ ภาคเอกชน ขนาดต่างๆ รวมทั้งตู้ยามรักษาความปลอดภัยที่ไม่ได้ใช้แล้วตั้งอยู่ ทำให้บดบังตัวอาคารที่มีความสวยสดงดงาม เรื่องนี้เห็นแล้วน่าเสียดายจริงๆ

ขอฝากท่านวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา ช่วยปรับภูมิทัศน์ให้ดูดีด้วย

(มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2553 หน้า 12)

ในอยุธยาไม่มีมิวเซียมประวัติศาสตร์สังคม บอกความเป็นมาของกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่แรกมีพัฒนาการเป็น“ราชอาณาจักรสยาม” แล้วล่มสลายกลายเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พิพิธภัณฑ์ฯ ของกรมศิลปากรและศูนย์ประวัติศาสตร์ที่ญี่ปุ่นสร้างให้ ล้วนไม่มีบอกความเป็นมาดังกล่าว

ถ้าทำมิวเซียมอย่างง่ายๆเอาไว้ที่ศาลากลาง(หลังเก่า)แห่งนี้ บอกความเป็นมาที่เข้าใจง่ายๆ ไม่เต็มไปด้วย“ภาษาเทพ”ของประวัติศาสตร์ศิลปะ (ซึ่งไม่เป็น“ภาษาคน”)             จะช่วยให้บรรยากาศมรดกโลกน่าทะนุถนอมรักขึ้นอีกมาก

บั้งไฟเปลี่ยนไป

งานประเพณีบุญบั้งไฟ หรือบุญเดือนหกของพี่น้องชาวภาคอีสาน ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากตำนานเล่าขานกันมาจากปู่ ย่า ตา ยาย จัดบุญบั้งไฟเพื่อเสี่ยงทาย ขอฝนจากพญาแถนก่อนจะลงทำนา บางหมู่บ้าน ตำบล จัดเป็นประเพณีทุกปี

ทุกวันนี้จะเน้นการจุดบั้งไฟ(ไม่ใช่บั้งไฟขึ้นสูง แต่เป็นบั้งไฟลอยในอากาศนาน) มีการพนัน เดิมพันบั้งละหลายหมื่นหลายแสนบาท

จึงไม่แปลกใจทำไมบุญบั้งไฟจึงมีคนมาจากทุกสารทิศแบบมืดฟ้ามัวดิน เพราะการพนันเป็นตัวดึงดูดคนดู

และหมดเทศกาลบุญบั้งไฟจะมีการลักลอบจุดบั้งไฟ ทำเสมือนเปิดบ่อนวิ่ง            มีการเล่นพนันได้เสีย

ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การที่ฝนไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาลอาจเป็นเพราะจัดงานบุญบั้งไฟไม่ได้จัดขึ้นตามประเพณีอันดีงามเพื่อบวงสรวงพญาแถน

แต่จัดเพื่อการพนันเอาทรัพย์สินกัน!

(มติชน ฉบับวันอังคารที่ 29 มิถุนายน 2553 หน้า 12)

ที่ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี มีจุดบั้งไฟเป็นประเพณีมาตั้งแต่ราวแผ่นดินรัชกาลที่ 3 แล้วรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาบอกเล่าเรื่องบั้งไฟนี้ไว้ด้วย

เหตุที่มีจุดบั้งไฟกันทางลุ่มน้ำบางปะกง เพราะมีต้นศรีมหาโพธิ เป็นที่สักการะและเป็นศูนย์กลางชุมชนลาว(พวน)ที่ถูกกวาดต้อนมาสมัยรัชกาลที่ 3 จึงพากันจุดบั้งไฟบูชาแถนกับบูชาต้นศรีมหาโพธิไปด้วย เพื่อขอน้ำฟ้าน้ำฝน

ชาวพวนควรยกงานบั้งไฟที่วัดต้นโพธิ์ฯ อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี เป็นวันนัดหมายชาวพวนภาคกลางที่ถูกกวาดต้อนคราวเดียวกัน มาแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้           ซึ่งกันและกันปีละครั้ง โดยไม่ต้องพึ่งบั้งไฟพนัน

ช่วยอ่านแม่กลอง ช่วยดอนหอยหลอด