หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ที่  12 กรกฎาคม  2553

“ยิ่งเรียน (คุณภาพชีวิต) ยิ่งแย่ เด็กไทยอยู่ในห้องเรียนมากที่สุด” เป็นชื่อเรื่องรายงานพิเศษของ นายยุทธชัย เฉลิมชัย นักวิจัยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พิมพ์ในข่าวสด (ฉบับวันอังคารที่ 6 กรกฎาคม 2553 หน้า 30)

ผมอ่านแล้วเห็นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ จึงขออนุญาตคัดมาเผยแพร่ซ้ำอีก เพื่อให้อ่านกันมากขึ้น  ดังนี้

“ไทยเป็นชาติที่เด็กถูกบังคับให้เรียนในโรงเรียน โดยใช้ชั่วโมงเรียนในแต่ละวันมากที่สุดในโลก เปรียบเทียบกับเด็กจีนที่มีความเครียดสูง ด้วยประชากรที่เยอะ การแข่งขันจึงมีสูง ก็ยังใช้เวลาเรียนในห้องเรียนในแต่ละวันน้อยกว่าเด็กไทย”

นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการเด็กต้องเก่งวิชามาตรฐาน ให้ครูต้องสอนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ด้วยภาษาอังกฤษ โดยให้ขยายผลให้ได้ 2,500 โรงเรียนในปีการศึกษาหน้า ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าครูจะสอนกับผู้เรียน จะรับไหวหรือไม่ ยิ่งเป็นการเพิ่มความกดดันให้กับเด็กมากกว่าเดิม

“เปรียบเทียบกับเด็กนักเรียนในจีนยังมีเวลาว่างให้ผ่อนคลายจากการเรียนในแต่ละวัน ดูได้จากตารางเรียนที่เน้นเรียนวิชาการในตอนเช้า และพักกลางวันเวลา 11 โมง

จากนั้นโรงเรียนจะให้เด็กออกนอกโรงเรียนกลับไปกินข้าวที่บ้านหรือไปพักผ่อนถึงบ่าย 2 โมง ค่อยกลับมาเรียนใหม่ ซึ่งวิชาในช่วงบ่ายจะเป็นวิชาเบาๆ ไม่เครียด เป็นวิชาที่เน้นพัฒนาทักษะการดำเนินชีวิต ที่พัฒนาคุณภาพของเด็กทางด้านอารมณ์และสังคม

ระบบการศึกษาไทยอาจจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ ลดจำนวนชั่วโมงเรียนในห้องเรียนลง เพิ่มการเรียนการสอนที่เน้นการใช้ทักษะพัฒนาคุณภาพชีวิตมากขึ้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้เรียน ที่สำคัญต้องยกเลิกการเรียนการสอนด้วยวิธีบังคับควบคุม เพราะจะทำให้เด็กขาดความมั่นใจ ขาดความคิดสร้างสรรค์ และไม่กล้าแสดงออก”

คำพูดที่สรุปภาพของการศึกษาไทยได้อย่างเจ็บแสบว่าเป็นแบบ ‘ลู่วิ่งเดี่ยวปลายตีบ’ เด็กทั้งประเทศเหมือนกำลังวิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่แข่งขันด้านความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่ยิ่งวิ่ง ปลายลู่ยิ่งตีบ เด็กส่วนใหญ่พ่ายแพ้ ต้องหล่นออกจากลู่ (การแข่งขัน) มีน้อยคนเท่านั้นที่วิ่งชนะ

เรียนฟรีตะบี้ตะบันทั้งวัน จะมีความหมายอะไร ถ้าเรียนไปตามยถากรรมด้วยระบบท่องจำและด้วยการครอบงำให้สมองลีบตีบตันด้วยเครื่องแบบนักเรียนนักศึกษา

ห้องสมุดประชาชนจะมีความหมายอะไร ถ้าข้างในห้องสมุดมีแต่หนังสือโหลๆ แล้วไม่มีกิจกรรมชักจูงให้เรียนรู้ตลอดชีวิต มีแต่เครื่องคอมพิวเตอร์เอาไว้เล่นเกมเต็มห้องอ่านหนังสือ

“อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการจะสร้างปราสาทบนกองทราย เรื่องโรงเรียนมาตรฐานสากล 500 โรงเรียน โดยจะพัฒนาโรงเรียนในปี 2553 ให้ได้ 200 แห่ง, ปี 2554 จำนวน 250 แห่ง, และปี 2555 จำนวน 100 แห่ง เพื่อครบ 500 แห่ง ภายใน 3 ปี

จึงเป็นเรื่องที่พูดตามประสาชาวบ้านก็คือ ‘แหกตา’ กัน ซึ่งๆหน้า”

สุกัญญา หาญตระกูล เขียนบอกไว้ในกรุงเทพธุรกิจ (ฉบับวันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2553 หน้า 10) แล้วบอกอีกว่า

“แค่ครูมัธยมธรรมดายังหาดีๆให้เด็กไม่ได้เลย

เมื่อเร็วๆนี้ ยังสอบตกวิชาเอกคณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, และภาษาอังกฤษ ของตัวเป็นแถว แล้วจะไปบันดาลครูจากไหนมาสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากล 500 โรงเรียนที่ว่าจะตามก้นหลักสูตรไอบีInternational Baccalaureate (IB)”

ทั้งหมดนี้เป็นผลจากความเหลื่อมล้ำ, ไม่เสมอภาค, ไม่เป็นธรรมทางการศึกษา “แห่งชาติ” ส่งผลให้ ผอ.โรงเรียนขนาดเล็ก(บางโรง)ในต่างจังหวัด เช่น ปราจีนบุรี ไม่มีคุณภาพ

ใครกันแน่ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด?

กาลามสูตร : ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด โดย นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย วิจารณ์ข้อเขียน “สุจิตต์ วงษ์เทศ” ในมติชน ขึ้นต้นด้วย “กาลามสูตร” ลงท้ายถล่มเถรวาท เอกสารเพื่อความเข้าใจพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง พิมพ์ครั้งแรก 2553