หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคาร ที่  20  กรกฎาคม  2553

หนังสือมโหรีวิจักษณ์ ของ รองศาสตราจารย์พงษ์ศิลป์ อรุณรัตน์ มหาวิทยาลัยศิลปากร(ทับแก้ว) นครปฐม (พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม 2553 โดย สำนักพิมพ์คีตวลี 111/57 หมู่บ้านมัณฑนา ปิ่นเกล้า-พระราม 5 ถนนนครอินทร์               อ. บางกรวย จ. นนทบุรี 11130 โทร. 0 2432 4686 ราคา 400 บาท) บอกว่า

มโหรีของไทยได้รับอิทธิพลมาจากขอม เพราะวงมโหรีเป็นวงขนาดเล็กประกอบด้วยเครื่องดนตรีเพียง 2-3 ชิ้น บรรเลงแบบคลอไปกับเสียงร้อง ซึ่งมีสันนิษฐานว่าอยุธยาได้รับมาจากขอมแล้วปรับปรุงขึ้นให้เหมาะสม”

“ลักษณะวงมโหรีได้รับแบบมาจากวงดนตรีแบบอาหรับ-เปอร์เซีย โดยเข้ามาผสมผสานกับอินเดียมีมาแต่ครั้งยุคราชวงศ์โมกุล (พ.ศ. 2099-2293) ตรงกับสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งในยุคของราชวงศ์โมกุลเป็นยุคที่อินเดียเริ่มรับวัฒนธรรมของมุสลิมทางตะวันออกกลาง และมีรูปแบบของวงดนตรีเหมือนกับวงมโหรีไทยอันประกอบด้วยนักร้อง ซอเรบับ หรือคามาเช่ (Rebab or Kamanche) พิณต้าร์ (Tar) และกลองทุนแบ๊ค (Tonbak) โดยมีลักษณะการบรรเลงแบบขับร้องบทกวีนิพนธ์คลอไปกับเครื่องดนตรีทั้งหมดเช่นเดียวกับการร้องลำของมโหรีไทย”

“อิทธิพลของดนตรีอินเดียแบบคยาลได้แพร่กระจายมายังภูมิภาคนี้ผ่านมายังอาณาจักรชวาและทางตอนใต้ของไทยรวมถึงอาณาจักรขอม แต่รูปแบบของอิทธิพลของดนตรีคยาลมีความแตกต่างกันไป เช่น ทางเกาะชวาและตอนใต้ของไทยได้รับอิทธิพลของศาสนาอิสลามเข้ามาด้วย จึงทำให้ดนตรีแนวคยาลมีอิทธิพลมากกว่าแบบขอมที่รับเฉพาะรูปแบบของวงดนตรีเป็นสำคัญ”

“สำหรับขอมนั้นมีระบบความเชื่อที่ผสมผสานระหว่างศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนามาแต่โบราณ โดยรับเอาดนตรีอินเดียแบบคยาลมาใช้เฉพาะหลักการประสมวงเท่านั้น”

“ลักษณะของวงมโหรีแบบนี้ยังคงพบเห็นในปัจจุบันเรียกว่าวงมโหรีเขมร หรือวงโมโฮลรี (Mohowrri Ensembles) มีรูปแบบเหมือนกับวงมโหรีไทย โดยเฉพาะเครื่องดนตรีประกอบด้วย ทรัว (Trou) หรือซอสามสาย จับเปย (Japay) คลอย (Kloy) หรือขลุ่ยซากอร์ โรมมาเนีย (Skor Romaneah : python or cow skin drums) หรือโทนรำมะนา ซึ่งถือว่าวงดนตรีดังกล่าวเป็นต้นแบบของวงมโหรีไทยที่นำมาปรับปรุงในภายหลัง”

“ลักษณะของวงโมโฮลรีของขอมที่เป็นต้นแบบของวงมโหรีไทย สันนิษฐานว่าเริ่มรับเข้ามาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา”

ผมอ่านแล้วไม่เข้าใจนัก เพราะคำอธิบายที่มาของมโหรีไทยทับซ้อนหลายทางเหลือเกินจนไม่รู้อะไรแน่ อาหรับ? เปอร์เซีย? หรือขอม? หรือทั้งหมด?

เลยหยิบแผ่นซีดีที่แถมมาด้วยเปิดฟังซอสามสายโดยอาจารย์พงษ์ศิลป์ และเสียงร้องของบุตรี สุขปาน ชาวสิงห์บุรี ที่เรียนจบจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร้องตับเรื่องพระนคร, ตับเรื่องทำขวัญ, ตับต้นเพลงฉิ่ง

ฟังอร่อย, งาม, อิ่ม ถือเป็นบุญหูขวัญหูที่ได้ฟังร้องมโหรีแบบกรุงเก่า เฉพาะฟังซีดีก็คุ้มค่ามหาศาล เพราะหาฟังจากที่อื่นไม่ได้แล้ว

(ซ้าย) ปกหนังสือมโหรีวิจักษณ์ (ขวา) ซีดีเพลงมโหรีโบราณ แถมอยู่ในหนังสือมโหรีวิจักษณ์