หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่  1 5 กรกฎาคม  2553

“ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” มีคำอธิบายในพจนานุกรม ฉบับมติชนว่า หมายถึง ว่ากล่าวสั่งสอนหรือติเตียนผู้อื่น แต่ตัวกลับทำเสียเอง

กรณีกรมศิลปากรก่อสร้างสถานีจอดรถรางบริการนักท่องเที่ยวที่อยุธยา แล้วหล่อเสาคอนกรีตบังศาลากลางอยุธยาหลังเก่าที่อนุรักษ์ตัวอาคารไว้ ก็เท่ากับกรมศิลปากร “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง”

แม้คิดก็ผิดแล้ว แต่ผู้บริหารกรมศิลปากรทุกวันนี้ไม่มีสำนึกว่าผิด จึงลงมือทำผิด (มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม 2553 หน้า 15) โชคดีที่มีผู้รู้เท่าทันพากันทักท้วง จนผู้บริหารกรมศิลปากรต้องยอมจำนน

แสดงว่ายังมีสิ่งอื่นอีกมากที่คนอื่นไม่รู้ไม่เห็น แล้วผู้บริหารกรมศิลปากรงุบงิบและ“งาบ”อย่างเงียบๆ เสมือน“มือถือสาก ปากถือศีล” พจนานุกรม ฉบับมติชนอธิบายว่าหมายถึง“คนทำชั่ว ที่ปากพร่ำพูดแต่ความดี”


กรมศิลป์ถอยสั่งรื้อสถานีจอดรถราง

นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวถึงกรณีที่ นายวิทยา ผิวผ่อง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา และ ว่าที่ร้อยตรีสมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยา คัดค้านการก่อสร้างสถานีจอดรถรางบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดหลังเก่า เนื่องจากบดบังภูมิทัศน์ว่า

การก่อสร้างดังกล่าวเป็นไปตามแผนบริหารจัดการและแผนฟื้นฟูอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา แต่เมื่อมีเสียงคัดค้านจึงได้หารือร่วมกับคณะกรรมการวิชาการกรมศิลปากรและมีความเห็นว่า ควรปรับรูปแบบของสถานีจอดรถให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์ของศาลากลางหลังเก่า เพราะอยู่ตรงมุมศาลากลาง

แต่ตนเห็นว่า ควรที่จะย้ายไปอยู่ด้านหลังของศาลากลางหลังเก่าร่วมกับพื้นที่จอดรถบัส เพื่อตัดปัญหาการบดบังภูมิทัศน์

อย่างไรก็ตาม กรมศิลปากรไม่ได้ทำงานคนเดียว การปรับปรุงภูมิทัศน์ไม่ว่าจะเป็นการสั่งรื้อ การก่อสร้างทุกจุดต้องผ่านคณะทำงานอุทยานฯ ที่มีกรมศิลปากร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ อปท. ร่วมเป็นคณะทำงาน ทุกฝ่ายจะทราบเรื่องทั้งหมด ยืนยันว่ากรมศิลปากรไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง (ไทยรัฐ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม 2553 หน้า 15)

กรณีชักโครก—ขี้, เยี่ยว บนปราสาทนครหลวง ที่ อ. นครหลวง อยุธยา ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 ราว 6-7 ปีมาแล้ว (เชิญอ่านรายละเอียดในพื้นที่สุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม ฉบับวันนี้)

สะท้อนให้เห็นความจริงอย่างน้อย 2 เรื่อง ที่ล้วนเป็นอุปสรรคนโยบาย“ปฏิรูปประเทศ”ของรัฐบาลนี้และรัฐบาลหน้า

  1. ไม่มีศรัทธา หมายถึง นักโบราณคดี กรมศิลปากร ไม่มีศรัทธาต่อวิชาชีพของตน จึงไม่เคยตรวจตราเยี่ยมยามโบราณสถานสำคัญอย่างปราสาทนครหลวง นานถึง 6-7 ปีมาแล้ว จนไม่เห็นชักโครกบนปราสาท ถ้าไม่มีคนปูดขึ้นมาเป็นข่าวก็จะยาวนานต่อไปไม่รู้จบโดยนักโบราณคดีไม่เหลียวแลอะไรเลย
  2. ไม่มีแนวร่วม หมายถึง พระสงฆ์และชาวบ้านโดยรอบปราสาทนครหลวงไม่รู้สึกว่าตนมีส่วนเป็นเจ้าของปราสาท เพราะปราสาทเป็นสมบัติของกรมศิลปากรเท่านั้น ฉะนั้นจึงไม่มีใครรู้สึกผิดปกติ (หรือรู้สึก แต่ไม่รู้สา คือเฉยๆ) เมื่อเห็นชักโครกขึ้นไปอยู่บนปราสาทแล้วมีคนไปขี้เยี่ยว เพราะ“ไม่ใช่ของเรา เป็นของกรมศิลป์ ช่างหัวมันปะไร”

“เหตุมาจากเบ้าหลอม—” ผู้บริหารระดับสูงปรี๊ดของกระทรวงวัฒนธรรม บอกถึงสาเหตุที่นักโบราณคดีในกรมศิลปากรไม่มีศรัทธาและไม่มีแนวร่วม ต่องานอนุรักษ์โบราณสถานดังกรณีปราสาทนครหลวงที่อยุธยา “เบ้าหลอมเป็นยังไง นักโบราณคดีก็เป็นยังงั้น “แม่พิมพ์”อย่างไหนก็ได้ผลผลิตจากแม่พิมพ์อย่างนั้น—”

น่าเสียดายที่บรรดา“แม่พิมพ์”ต่างยังมีชีวิตแต่เหมือนไม่มี สังคมไทยเลยต้อง รับเคราะห์

มือถือสาก ปากถือศีล, ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง

บดบัง- เสาคอนกรีต 32 ต้น หน้าศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ซึ่งกรมศิลปากรจะสร้างสถานีจอดรถรางบริการนักท่องเที่ยว แต่นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คัดค้านและเสนอให้ยุติการก่อสร้างที่ทำลายภูมิทัศน์ (ภาพและคำบรรยายจาก มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม 2553 หน้า 15)