มติชนสุดสัปดาห์  ฉบับวันอังคารที่  27 กรกฎาคม   พ.ศ. 2553

“เป็นได้ทั้งผู้อนุรักษ์และผู้แหกคอก ถ้าจะพูดว่าเราทำให้มันเข้ากับสมัยนิยมก็ได้”

ครูสุเชาว์ หริมพานิช สอนดนตรีปี่พาทย์อยู่ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกกับคุณพิชชาณัฐ ตู้จินดา เกี่ยวกับแนวทางดนตรีไทยในสังคมร่วมสมัย (พิมพ์ในวารสาร เพลงดนตรี ฉบับมิถุนายน 2553 หน้า 69-73)

ครูสุเชาว์อายุ 62 เกิดที่พระประแดง จ. สมุทรปราการ เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขปี่พาทย์มอญปากลัด มีพี่น้อง 11 คน อาชีพร้องรำทำเพลง เป็นคนปี่พาทย์และนาฏศิลป์ทุกคน พ่อชื่อชื่นเป็นโต้โผปี่พาทย์มอญ วงครูชื่น ปากลัด แม่ชื่อละมูล เป็นลูกสาวนายสังข์ เจริญบุญ โต้โผปี่พาทย์มอญอยู่ปากลัดด้วยกัน

เกี่ยวกับแนวคิด“ขนบนิยม” กับ“ขบถนิยม” ครูสุเชาว์บอกพิชชาณัฐว่าตนเองบรรเลงดนตรีไทยได้ทั้งแนวทางแบบแผนหรือตาม“ขนบนิยม”อย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันก็ทำได้ทั้งแนวสร้างสรรค์ “ฉีก”ขนบเดิมไปทาง“ขบถนิยม” ทั้งหมดขึ้นอยู่กับผู้ฟังและผู้เสพดนตรีเป็นหลักสำคัญที่สุด

“ใครเป็นผู้ฟัง คุณจะให้ผมเล่นเพลงอะไร ถ้าเป็นงานแบบชาวบ้านธรรมดาๆ มันก็ต้องโหวกเหวกโวยวาย ถ้าเป็นงานข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มันก็ต้องช้าๆ นิ่มนวลๆ”

“เป็นได้ทั้งผู้อนุรักษ์และผู้แหกคอก ถ้าจะพูดว่าเราทำให้มันเข้ากับสมัยนิยมก็ได้นะ”

เมื่อถามถึงเสียงต่อต้านและเสียงตอบรับต่อแนวคิดนี้ ครูสุเชาว์ตอบพิชชาณัฐอย่างทันท่วงทีว่า “ต้องมีบ้างแหละ แต่เขาไม่ได้มาบอกเรา” แล้วเล่าปัญหาน่าเบื่อของคนดนตรีไทยที่ยังตกอยู่ในหลุมดำของอดีตที่เข้าใจเลอะๆเทอะๆ ว่า

“บางคนเขาไม่คิดว่ามันต้องพัฒนา เพราะมีความยึดติด ขนาดเราเป็นนักดนตรีไทยเองแท้ๆ เวลาไปงานตามที่ต่างๆ เราฟังแล้วยังเบื่อเลย”

“อย่างนักร้องที่ไปด้วยกัน บางครั้งอยากให้ร้องเพลงแนวไทยสากล เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย…..บางทีเขาก็ไม่ร้อง หุบปากเลยก็มี ต้องถือว่าพวกนี้ยังไม่หลุด”

แท้จริงแล้วแนวร้องแบบไทยสากลลูกกรุง-ลูกทุ่งนั่นแหละ สืบทอดแบบแผนดั้งเดิมของไทยและสุวรรณภูมิโดยแท้ เรียก“ร้องเนื้อเต็ม” คือร้องไปด้วย                   มีดนตรีคลอไปด้วยพร้อมกันในอัตรา 2 ชั้นปกติ เป็นจังหวะกำลังสบายๆทั่วไปของความเป็นมนุษย์ปกติ ธรรมชาติ ธรรมดา นับพันปีมาแล้ว

ส่วนเพลงเถาที่นักร้องดนตรีไทยเอื้อนมากลากยาว เป็นสิ่งใหม่เพิ่งประดิษฐ์คิดค้นใหม่สมัยรัชกาลที่ 5 ราว 100 ปีมานี้เอง มีเฉพาะในราชสำนักเท่านั้น(ตามท้องถิ่นไม่มีเพลงเถา ถ้ามีบ้างก็สมัยหลังรับจากราชสำนัก)

ครูมนตรี ตราโมท ยืนยันว่าเพลงเถาเพลงแรกชื่อ เพลงทยอยใน เถา (มีคำอธิบายในหนังสือ สารานุกรมศัพท์ดนตรีไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2536)

แต่นักร้องดนตรีไทยเหยียด“ร้องเนื้อเต็ม”แบบดั้งเดิมแท้ๆ แล้วยกย่อง “ร้องเพลงเถาเอื้อนมากลากยาว” เพื่อแสดงความเป็นชนชั้นสูงของตน(แต่อย่างอื่นต่ำไม่เป็นไร) แล้วบงการให้ร้องเพลงเถาเป็น“ดนตรีของความเป็นไทยแท้ๆ” ยิ่งร้อง“เอื้อน”มากๆ ลากยาวๆ ยิ่งแสดงฝีปากคนร้องเก่งยิ่งๆ

ทั้งๆในความจริงไม่ใช่อย่างนั้น เพราะผิดธรรมชาติ ผิดปกติ ผิดธรรมดา สามัญชนคนทั่วไปเขาไม่ทำกัน ที่ทำก็โดนบีบคั้นข่มเหง เลยต้องจำทน

“เป็นได้ทั้งผู้อนุรักษ์และผู้แหกคอก”