หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันศุกร์ ที่  9  กรกฎาคม  2553

“กลุ่มประชากรในพระนครศรีอยุธยาทุกวันนี้ คงจะไม่ใช่คนที่มีบรรพบุรุษและเกิดในอยุธยาร้อยเปอร์เซ็นต์ ในความเป็นจริงมีคนลาว เขมร พม่า แขกอินเดีย ญี่ปุ่น ฝรั่งชาติต่างๆ เข้าไปมีวิถีชีวิตอยู่ในพระนครศรีอยุธยาเป็นจำนวนมากไม่ต่างจากอดีตเมื่อครั้งกรุงศรีฯมีความเจริญรุ่งเรืองเมื่อ 400 ปีเศษมาแล้ว

——————————————————————————————–

— กรุงศรีอยุธยายังไม่สิ้นคนดีที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างจริงจังและจริงใจ

เมื่อมีกระจกส่องให้เราท่านเห็นตัวตนที่ชัดเจน เราไม่ควรจะไปกล่าวโทษกระจก แต่ควรดูตนเองปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้นในทุกภาคส่วน เมื่อนั้นความเป็นเมืองกรุงศรีอยุธยายังคงความเป็นเมืองมรดกโลกไปชั่วกาลนาน”

เฉลิมพล พลมุข คณะกรรมการคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 6 กรกฎาคม 2553 หน้า 7)

ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องอยุธยาทั้งส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค, ส่วนท้องถิ่น น่าจะมีสติ แต่ก็ขาดสติ เลยพากันตำหนิอย่างรุนแรงและขาดความอ่อนน้อมต่อครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่ทำงานด้านวิชาความรู้เรื่องอยุธยาและที่อื่นๆในประเทศไทยมาเกือบตลอดชีวิต

เสมือนโทษกระจกว่าระยำที่ส่องให้เห็นความระยำของตัวเอง ทั้งๆควรกราบไหว้ด้วยสำนึกในพระเดชพระคุณกระจกที่ส่องความจริงให้ปรากฏโจ่งแจ้ง จะได้ร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขให้อยุธยาสมเป็นมรดกโลกแท้จริง

“มรดกโลก” ยูเนสโกสร้างสรรค์ขึ้นมายุคแรกๆนานมากแล้วเพื่อหนุนช่วยคนพื้นเมืองประเทศด้อยพัฒนา ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการที่ทำลายมรดกทางวัฒนธรรมของบ้านเมืองนั้นๆ

อนิจจา ทุกวันนี้กลับต้องมาสู้รบคนพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่ถูก“ทุนสามานย์”ครอบงำหลอกใช้ทำลาย“อยุธยา มรดกโลก”

BLACK DEATH โรคห่า กาฬโรค ยุคพระเจ้าอู่ทอง ฝังโลกเก่า ฟื้นโลกใหม่ ได้ “ราชอาณาจักรสยาม” (ผมแต่งเพลงความตายสีดำ ให้ร้องในโรงละครแห่งชาติ บ่ายวันนี้ ศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 14.00 น.)

อยุธยา มรดกโลก เสมือนโดนกระหน่ำจาก BLACK DEATH โรคห่า“ทุนสามานย์” กาฬโรค ฉะนั้นต้องร่วมกันกำจัดหมัดหนู กับตัวหนู พาหะของโรค            “ทุนสามานย์”ออกไป

กำจัดความระยำเก่าๆออกไป แล้วสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ใหม่ๆ เพื่อปัจจุบันและอนาคตของอยุธยาให้ยั่งยืนอยู่ในโลก