มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่  25   มิถุนายน  พ.ศ. 2553

“มาอยู่เมืองมะริดแล้ว” เอียวก๋งผู้ใหญ่เคยมีหน้าที่ดูแลปรนนิบัติสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใน        ลำสำเภาตลอดทาง เคยทำงานกับไต้ก๋งอ๋องเจ้าของโรงร้านทำเครื่องจันอับพูดเบาๆเป็นกระซิบในค่ำคืนเดือนมืด “มาอยู่เมืองมะริดหลายวันแล้ว แต่คนส่งข่าวเพิ่งเข้ามาถึงกรุง เลยเพิ่งรู้กันเมื่อค่ำๆ”

“จะไปไหนอีก” ไต้ก๋งเคี้ยวหมากช้าๆแล้วเอามือจับก้อนยาเส้นกลมโตสีฟันซ้ายขวาถูไปมาช้าๆ

“ยังไม่รู้” เอียวก๋งบ้วนน้ำหมากในปากลงร่อง “ยังไม่บอกใคร”

“จะเข้ามาไหม” ไต้ก๋งถามหมายถึงจะลักลอบเข้ากรุงไหม?

“ไม่รอด” เอียวก๋งตอบสั้นๆหมายถึงถ้าเข้ามาพระนครก็ไม่รอดพ้นถูกจับหรือถูกฆ่า “เว้นแต่—”

ไต้ก๋งเหลียวไปมองหน้าเอียวก๋งในความมืดมิดของฉางข้าวที่คนสองคนมานั่งหลบซอกมุมคุยกันเบาแสนเบา แต่มองเท่าไรก็ไม่เห็นหน้ากันเพราะมืดมาก ไม่มีใครเห็นใคร แล้วไม่มีใครเห็นอะไร

“เว้นแต่อะไร” ไต้ก๋งทวนคำพูดของเอียวก๋งเป็นเชิงถามย้ำ

“มากับกองทัพอังวะ” เอียวก๋งพูดเบามาก “เว้นแต่เอากองทัพอังวะเข้ามาด้วยจะไม่ตาย”

“มีใครรู้ไหม”

“ไม่มีหรอก เพิ่งคิดออกเดี๋ยวนี้”

มืดและเงียบเยียบเย็นยะเยือกอก ปีมะเมีย ศักราช 1124 จัตวาศก หลังเสร็จ         อังวะตีเมืองเชียงใหม่ เจ้าพระยาสุรสีห์เจ้าเมืองพิษณุโลกเกณฑ์คนขึ้นไปป้องกันเมืองระแหงไว้ได้แล้ว เสียงย่ำฆ้องตีกลองสองยามเงียบไปนานแล้ว ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมพัดในยามดึกสงัดกำดัดหลับ แต่มีอย่างน้อยสองคนไม่หลับอยู่ทางย่านในไก่สามม้าของอยุธยากรุงเทพมหานคร

“เจ้ากรมทางป่าสักปัถวีพนมโยงรู้หรือยัง” ไต้ก๋งถาม

“ยัง” เอียวก๋งบอก

“ส่งคนไปบอกด้วย” ไต้ก๋งกำชับให้เอียวก๋งส่งคนไปบอกเจ้ากรมที่ไปซ่องสุมผู้คนอยู่ทางแควป่าสักเขาปัถวีพนมโยงเมืองสระบุรีโน้น “บอกให้รู้ว่าเสด็จกลับมาแล้ว”

ที่ว่าเสด็จกลับมาแล้ว หมายถึงเจ้าแขกกรมหมื่นเทพพิพิธที่หนีไปอยู่เกาะลังกาได้เสด็จจากลังกาเข้ามาหลบซ่อนอยู่ทางเมืองมะริดหลายวันแล้ว ให้คิดอ่านทำการตามแต่จะมีกำลัง

“จะให้อั๊วทำอะไรอีก” เอียวก๋งถามไต้ก๋ง

“คอยดูใครทำอะไร ลื้อคอยดูทุกเรื่องใครทำยังไง” ไต้ก๋งกำชับเอียวก๋ง แล้วให้มุดรั้วไผ่กลับทางหลังบ้านไม่มีใครอยู่ เพราะเป็นป่ารก แล้วถึงเดินอ้อมไปลงเรือจอดไว้

“รอไก่ขัน” เอียวก๋งบอก “กลับตอนนี้มีพลตระเวนจำหล่อ อั๊วรอไก่ขันแล้วกลับพร้อมพระบิณฑบาตปลอดภัยกว่า ขอนอนรอในฉางนี่แหละ”

คราวเดียวกันวันรุ่งขึ้น พระจุฬาราชมนตรีเร่งรัดรายงานออกญาโกษาธิบดีเพื่อกราบบังคมทูลพระกรุณาว่ากรมหมื่นเทพพิพิธอยู่ในเกาะลังกา ขุนนางและราษฎรนิยมยินดีนับถือมาก ด้วยรู้ว่าเป็นพี่น้องภาติกราชพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ชวนกันเข้าใจว่าทรงพระศรัทธาอุตสาหะออกมานมัสการพระพุทธศาสนาถึงลังกาทวีป ไม่แจ้งว่าต้องบัพพาชนียกรรม จึงคิดการเป็นกบฏจะจับพระเจ้าลังกาถอดเสียจากเศวตฉัตร แล้วจะยกกรมหมื่นเทพพิพิธขึ้นครองราชสมบัติในเมืองสิงขัณฑนคร มีผู้นำรหัสเหตุนั้นไปกราบทูลพระเจ้าลังกา พระเจ้าลังกาจึงสั่งให้ข้าหลวงไปจับขุนนางเหล่าร้ายกับทั้งกรมหมื่นเทพพิพิธ กรมหมื่นเทพพิพิธรู้พระองค์ก่อน จึงหนีออกจากเกาะลังกา ลงโดยสารสลุบแขกมาขึ้นอาศัยอยู่เมืองเทศ

ขณะนั้นลือข่าวออกไปว่าอยุธยากรุงเทพมหานครเสียแก่พม่าแล้ว กรมหมื่นเทพพิพิธได้ทราบเหตุ จึงลงโดยสารกำปั่นแขกลูกค้าเมืองเทศเข้ามาเมืองมะริด

พระเจ้าเอกทัศทรงทราบแล้ว มีราชโองการให้กรมการเมืองมะริดจับตัวไว้อย่าให้คิดทำการสิ่งใดได้ แล้วให้ปิดบังเรื่องเจ้าแขกจงมิดชิดอย่าแพร่งพรายบอกขุนนางข้างนอกใน จะได้ไม่มีคนคิดกระด้างกระเดื่องไปเข้าสมทบกับให้ส่งไพร่พลไปล้อมวัดประดู่ไว้อย่าให้เข้าออกเพ็ดทูลเรื่องเจ้าแขก

โกษาธิบดีมิได้กราบบังคมทูลทรงทราบว่าคนเลื่อมใสเจ้าแขกมีมาก ข้าราชการเจ้านายขุนนางของเจ้าแขกมีไม่น้อย แม้ในกรมท่าขวาท่าซ้ายก็มี ฉะนั้นป่านนี้เขารู้กันหมดแล้ว ส่วนทางวัดประดู่น่าจะรู้ก่อนด้วยซ้ำ แม้กรมท่าก็น่าจะรู้ทีหลัง แต่ทั้งหมดนี้โกษาธิบดีไม่ได้กราบทูล คงทำแค่งำไว้ในใจไม่ได้แพร่งพรายใดๆ

เจ้าพระยาจักรีสมุหนายกกราบบังคมทูลว่าเมื่อมีรับสั่งให้มีตราขึ้นไปบอกเจ้าพระยาสุรสีห์เจ้าเมืองพิษณุโลกยกกลับจากเมืองระแหงเมื่อกรณีศึกอังวะ                    ตีเชียงใหม่ คราวนั้นเจ้าพระยาสุรสีห์มีใบบอกลงมาว่าเจ้าเมืองตากว่างลงนานแล้ว ขาดผู้ดูแลเมืองด่านทางเหนือ หากมีศึกจะเป็นโอกาสให้ข้าศึกยกลงไปกรุงโดยง่าย

ขณะนั้นนายสุดจินดาบุญมามหาดเล็กมีโอกาสเพ็ดทูล จึงได้ช่องทางถวายชื่อพ่อค้าเกวียนเมืองตากให้เป็นเจ้าเมืองตาก ก็ทรงพระกรุณาตามเจ้าพระยาจักรีกับนายสุดจินดา

ประจวบเหมาะกับกรมหมื่นเทพพิพิธเข้ามาเมืองมะริด ยังมีคนเลื่อมใสจะรวมกันก่อเหตุขึ้นในกรุงและนอกกรุง จึงต้องเฟ้นหาคนมีฝีมือไว้ปราบปรามจะได้ไม่มีเสี้ยนหนามยุ่งยากลำบากใจไพร่พลอลเวง พ่อค้าเกวียนเมืองตากเลยได้เป็นเจ้าเมืองตากนับแต่นั้น แล้วให้ลงมาเฝ้าในพระนคร

“คงเสียสินบนไม่ใช่น้อยๆ” แม่ค้าขายของสดเช้า-เย็น อยู่ตลาดน้อยคุยกับแม่ค้าจันอับถนนย่านสามม้าที่ออกมาหาของกินเล่นตอนหัวค่ำ “ว่าแต่เมืองตากอยู่ทางไหนล่ะ มันไกลจากเมืองเพชรบุรีไหม ข้ารู้จักแต่พวกหอยพวกกะปิจากเมืองเพชร”

“เขาว่าอยู่ทางเหนือๆโน่นนะเมืองตาก ไม่ใช่ทางเมืองเพชรทางใต้” แม่ค้าจันอับพูดกับแม่ค้าขนมสด “สินบนไม่ใช่น้อยหรอก พวกฮกเกี้ยนในตลาดลงขันช่วยกันเต็มที่”

“ไหนเขาว่าคนละพวกไม่ใช่รึ จะไปลงขันได้ยังไง”

“เจ้าเมืองตากคนใหม่เป็นแต้จิ๋ว พวกในตลาดเป็นฮกเกี้ยน แต่ฮกเกี้ยนเขาเข็ดพวกทหารหลวงรบไม่เป็น เลยลงขันหาทหารหัวเมืองเก่งๆไว้รบ ข้าเองก็ลงขันกะเขาด้วย ไม่มากหรอก” แม่ค้าจันอับเป็นฮกเกี้ยนบอกแม่ค้าขนมสด

ชาวพระนครกรุงศรีอยุธยาไม่มีใครพูดจากันต่อหน้าเรื่องเจ้าแขกกรมหมื่นเทพพิพิธ แต่ลับหลังแล้วไม่พูดเรื่องอื่น ล้วนพากันพูดเรื่องเจ้าแขก แต่พูดอย่างป้องปากกระซิบกระซาบ หรือไม่ก็พูดในความมืดของเดือนข้างแรม ถ้าเสียงพูดลับหลังเหล่านั้นดังพร้อมกันได้ จะดังราวฟ้าร้องฟ้าผ่า

“ถึงคราวต้องแต่งกองปล้น” นายกรมที่เป็นเจ้ากรมข้าหลวงเดิมกรมหมื่นเทพพิพิธบอกเสียงดังกลางดงเขาปัถวีทางป่าสักเมืองสระบุรี

“กองปล้นมีอยู่แล้ว” นายบ้านถาม

“นั่นปล้นแต่หัวเมือง ทีนี้กูจะปล้นในเมือง” นายกรมป่าวร้องบอกนายบ้านกับไพร่พลว่า “เจ้าแขกอยู่เมืองมะริด อีกไม่นานจะขึ้นมาถึงกรุง กูจะเตรียมกองปล้นไว้ถวายเข้าตีเมืองกรุงจงได้”