หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันพุธที่  23  มิถุนายน 2553

ปัญหาสารพัดขัดแย้งให้สังคมไทยยุ่งยากทุกวันนี้ ไม่ใช่เพิ่งมีเหตุและปัจจัยโดยใครคนหนึ่งอย่างเดียว แต่มีหลายอย่างสั่งสมสืบเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2500 โน่น ไม่น้อยกว่า 50 ปีมาแล้ว

พ.ศ. 2500 เลือกตั้งสกปรก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รัฐประหาร ขับไล่รัฐบาลโกงเลือกตั้ง,

พ.ศ. 2501 จอมพลสฤษดิ์ ปฏิวัติ รัฐบาลชั่วคราวที่ตัวเองตั้งขึ้นมาจากรัฐประหาร,

พ.ศ. 2504 แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 เริ่มทำงาน

“แผนพัฒนาเศรษฐกิจ”ฉบับแรกนี่แหละ ที่มุ่งเศรษฐกิจโดดๆแล้วตัดขาดจากสังคมวัฒนธรรม เป็นต้นเหตุอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมากที่ส่งผลให้สังคมไทยมีรูปร่างหน้าตาอย่างทุกวันนี้ อาจารย์เบน แอนเดอร์สัน แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐ เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในคำนำหนังสือ ในกระจก : วรรณกรรมและการเมืองสยามยุคอเมริกัน (ไอดา อรุณวงศ์ บรรณาธิการ, สำนักพิมพ์อ่าน พิมพ์ครั้งแรก 2553)

“การพัฒนา”นั้น กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ก็คือการเปิดทางสะดวกให้ทุนต่างชาติ (ในช่วงชีวิตของจอมพลสฤษดิ์คือทุนอเมริกันเป็นส่วนใหญ่) เข้ามาในสยามนั่นเอง—–

ล้มเลิกการจำกัดการถือครองที่ตามกฎหมายไม่เกิน 50 ไร่

งบประมาณใช้จ่ายทางทหารจำนวนมหาศาลของอเมริกันในสยามช่วงหลังจากปี พ.ศ. 2507 ที่สงครามอินโดจีนกำลังตึงเครียด ส่งผลส่วนหนึ่งในการทำให้เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟูอยู่นานต่อเนื่องตลอดทั้งทศวรรษ ซึ่งก็ทำให้ชนชั้นกลางไทยของจริงถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย

“การพัฒนาชนบท” ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสหรัฐฯนั้น หมายถึงการกระชับอำนาจปกครองของกรุงเทพฯต่อชาวชนบทที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร, การแผ่ขยายกองกำลังตำรวจ ทหาร —–, การทำให้เกษตรกรรมกลายเป็นเกษตรเชิงพาณิชย์อย่างรวดเร็ว, การสร้างถนนและทางหลวง (ซึ่งนักวางแผนด้านยุทธศาสตร์ของอเมริกันมักเป็นคนกำหนดทำเล), —–, และการนำสถานะความเป็นสงฆ์ในชนบทมาใช้ในโครงการต่างๆ ด้านการประชาสัมพันธ์และด้านความมั่นคงของรัฐบาล—–

ด้วยความช่วยเหลือทางการเงินจากสถาบันทั้งภาครัฐและเอกชนของอเมริกา คนหนุ่มสาวหัวดีของไทยจึงเรียนต่อที่สหัฐฯมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะไปยุโรป(โดยเฉพาะอังกฤษ) เหมือนเมื่อก่อน

อาจารย์เบนอ้างถึงงานวิจัย พบว่าช่วงปลายทศวรรษที่ 1930(2473) มีคนไทยไม่เกิน 500 คนที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ครั้นปลายทศวรรษที่ 1970(2513) “ทุกปีมีคนไทยไปเรียนต่อเมืองนอกถึงประมาณ 36,000 คน (ราว 30,000 คนในจำนวนนั้นไปอเมริกา)”

เหตุปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยแทบจะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของจำนวนทหารอเมริกัน ระหว่าง พ.ศ. 2503-2513 เฉพาะพ.ศ. 2511 มีทหารอเมริกันไม่ต่ำกว่า 46,000 คนประจำการอยู่ในแผ่นดินไทย

อาจารย์เบนอธิบายว่า “ฐานทัพหลักๆ 8 แห่งและฐานย่อยๆอีกจำนวนมากที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้ก่อกระแส ‘อเมริกานุวัตร’ (Americanization) ขึ้นในชนบทสยามอย่างรวดเร็ว การเกิดขึ้นของฐานประจำการเหล่านี้ทำให้มีเงินจำนวนมากไหลไปสู่ชนบท ควบคู่ไปกับการแทรกซึมเข้ามาของด้านที่เสื่อมทรามที่สุดของอารยธรรมอเมริกัน

“อเมริกานุวัตร” ด้านที่เสื่อมทรามที่สุดของอารยธรรมอเมริกัน ส่งผลให้เกิด Modernization without Development ที่มีผู้บอกว่าหมายถึง“ทันสมัย แต่ไร้สมอง” ทำให้สังคมไทยทวีความเหลื่อมล้ำ, ไม่เป็นธรรม, ไม่เท่าเทียม สืบจนทุกวันนี้

มีคนจำนวนมากคัดค้าน“อเมริกานุวัตร”ตั้งแต่แรกเริ่ม แต่คนพวกนั้นถูกกำจัดด้วยวิธีต่างๆ ส่วนหนึ่งหนีตายเข้าป่า, ส่วนหนึ่งติดคุกขังลืม, อีกหลายส่วนถูกข้อหาไม่จงรักภักดี, และมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ฯลฯ

ความผิดพลาดในอดีต ต้องเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัจจุบัน แล้วสร้างสรรค์อนาคตที่เท่าเทียม, เป็นธรรม, ไม่เหลื่อมล้ำ

ในกระจก : วรรณกรรมและการเมืองสยามยุคอเมริกัน รวมเรื่องสั้นโดย สุจิตต์        วงษ์เทศ, วิทยากร เชียงกูล, “ลาว คำหอม”, วาณิช จรุงกิจอนันต์, วัฒน์ วรรลยางกูร,         “ศรีดาวเรือง”, ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์, “กรณ์ ไกรลาศ, มานพ ถนอมศรี, นิเวศน์ กันไทยราษฎร์, “สำรวม สิงห์”, ประทีป ชุมพล พร้อมบทนำโดย เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน (350 บาท)

ต้นทศวรรษที่ 19 นักกิจกรรมค้นพบแรงบันดาลใจในงานเขียนที่ถูกกวาดล้างและแทนถูกลืมเลือนไปหมดสิ้นของฝ่ายซ้ายรุ่นก่อนหน้า อันมีกุหลาบ สายประดิษฐ์, “นายผี” และจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นสัญลักษณ์ คงจะดีไม่น้อยเมื่อคิดว่า เรื่องราวที่ถูก “ลืมเลือน”ไปหมดแล้วในหนังสือเล่มนี้ จะสามารถปลุกเร้าความสนใจของผู้อ่านรุ่นต่อไป ในยุคสมัยอันปั่นป่วนที่รออยู่เบื้องหน้า | เบเนดิกท์ แอนเดอร์สัน