หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคารที่  15  มิถุนายน 2553

ไม่จำเป็นต้องมีสี แต่ถ้าจำเป็นต้องมีก็ควรเป็นสีสำนึก(เชิงโครงสร้าง)ทางสังคมสมคล้อยสอดคล้องกันทุกสี คือให้ลด-ละ-เลิก ความเหลื่อมล้ำ เพื่อความเป็นธรรมและความเสมอภาค

เมื่อมีสำนึกเดียวกัน แม้จะมีสีต่างกันก็ไม่มีความหมาย ขอเชิญชวนให้อ่านความเห็นจากภูเก็ต ต่อไปนี้

สีของผม ผมเขียนมาตามคำชวนท้ายบทความ “กวี, ศิลปิน และนักเขียนสีต่างๆ” (มติชน, 4 มิถุนายน 2553, หน้า 20 คอลัมน์สยามประเทศไทย) ในฐานะมนุษยชนคนชั้นกลางที่มีอาชีพเขียนหนังสือและเคยเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคม

-ต้นปี 49 หลังจากทักษิณขายหุ้นชินคอร์ป ส.ศิวรักษ์ ประกาศร่วมขับไล่ทักษิณบนเวทีเหลือง ผมก็ริขึ้นเวทีย่อยเรียกร้องชาวภูเก็ตให้เดินทางไปร่วมกับทางกรุงเทพฯ เพราะคิดเอาตามประสบการณ์ว่า “ยิ่งมีคนร่วมมาก ยิ่งเสี่ยงน้อยต่อการล้อมปราบ” ออกเรี่ยไรเงินบริจาคแก่ พธม. จากกลุ่มนักเขียนและศิลปินในภูเก็ตได้ 7,000 บาท ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์นักเขียน นำโดยเนาวรัตน์        พงษ์ไพบูลย์ และชวนเพื่อนสนิทขึ้นไปร่วมชุมนุมที่สนามหลวง

-หลังรัฐประหารกันยายน 49 หลังนวมทอง ไพรวัลย์ ฆ่าตัวตายประท้วงคณะรัฐประหารเมื่อกุมภาพันธ์ 50 หลังจากมิตรสหายและสื่อให้ข้อมูลความคิดสวนกระแสการเมือง ผมก็ลดอคติชัง “หน้าเหลี่ยม” ลดอคติชอบแกนนำ พธม. ภาคประชาชนและผู้อาวุโส ใคร่ครวญทวนทบปมประสบการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ปี 2475 ความรู้ทางการเมืองระบอบต่างๆ และพฤติกรรมคำพูดบุคคลต่างๆ            ทั้งสองสีและไม่มีสี ละบุญคุณความแค้น สามารถขับแก่นทิ้งกาก และความคิดก็เปลี่ยนไป

-ต้นปี 52 ผมร่วมลงชื่อในแถลงการณ์เพื่อนนักเขียนฯ 20 กว่าคน นำโดยลาว คำหอม ที่วัฒน์ วรรลยางกูรขึ้นอ่านบนเวทีแดง และร่วมลงชื่อกับกลุ่มนักเขียนฯอีกกลุ่มอีกครั้งต้นปี 53  เพราะเชื่อว่าฝ่ายแดงจะเป็นบันไดให้แก่ประชาชนคนรากหญ้าได้มีสิทธิมีเสียงมีความเสมอภาค และเชื่อในความบริสุทธิ์ใจและกล้าหาญของมิตรสหายที่อยู่และถูกทึกทักให้อยู่ในฝ่ายแดงบางคน เช่น สุทธาชัย ยิ้มประเสริฐ เพื่อนแต่สมัยเรียนมัธยม แต่ก็ยังเชื่อเช่นกันสำหรับมิตรสหายฝ่ายเหลืองบางคน โดยเฉพาะแกนนำตัวแทนภาคประชาชนลูกพี่เก่า

-กลางปี 52 ผมริเสนอนายกสมาคมนักเขียน ชมัยภร แสงกระจ่าง (ซึ่งเดินทางไปจัดกิจกรรมเยาวชนที่ภูเก็ต) ให้สมาคมฯทำหน้าที่หลักขององค์กร            ผู้มีวิชาชีพซึ่งสามารถนำสัจจะความจริงมาตีแผ่แก่สังคม ด้วยการเรียกร้องให้นักเขียนทำหน้าที่สาธารณะอันนี้ ไม่ต้องวิตกกับการแบ่งสีหรือเปลี่ยนสีของนักเขียน แต่องค์กรต้องไม่กีดกันและรับฟังผู้เห็นต่าง และชี้นำนักเขียนให้แสวงหาความจริงแท้ สำคัญที่สุด นักเขียนต้องรักสัจจะและพี่น้องร่วมสังคมผู้ด้อยโอกาสผู้เป็นต้นธารวัตถุดิบในวิชาชีพของเรา

สังคมที่มีความแตกแยกในแทบทุกภาคส่วนสถาบันเช่นนี้ วิถีที่จะกลับสู่ความสงบสุขอย่างจีรังนั้นต้องมีความรู้ในความจริงแท้ของสังคมเป็นแกนขององค์ประกอบ ซึ่งผู้มีอาชีพนักเขียนมีหน้าที่ต้องเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและทำความจริงให้ปรากฏอย่างครบถ้วน.

หรินทร์ สุขวัจน์ | ภูเก็ต/4 มิถุนายน 2553

“อำมาตย์” คงอยู่อีกพักใหญ่ๆ เพราะฝ่ายเสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำเสียหาย และฟื้นตัวยาก

ด้วยความพ่ายแพ้ครั้งนี้จะทำให้อำมาตย์แข็งตัวและก็อยู่ได้อีกระยะหนึ่งใหญ่ๆทีเดียว แต่ท้ายที่สุด อำมาตย์ก็พังอยู่ดี ตามเวลา ตามสังขาร

ไม่มีอำมาตย์ใดอยู่ค้ำฟ้า

(มองจากมุม “อ. ยิ้ม-สุธาชัย” พิมพ์ในประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 10-วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2553 หน้า 31)