หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคารที่  29  มิถุนายน 2553

สังคมที่มีแต่คนโลภจริต มุ่งกอบโกยประโยชน์ตนเฉพาะหน้า ย่อมโกลาหลไปสู่ความรุนแรงไม่รู้จบ

วิหารพระมงคลบพิตร อยุธยา มีประวัติความเป็นมาแยกเป็น 2 ส่วน คือ องค์พระ กับวิหาร

องค์พระ(มงคลบพิตร) สร้างก่ออิฐบุทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 10 เมตร สูง 12 เมตร มีร่องรอยระบุว่าน่าจะสร้างขึ้นเรือน พ.ศ. 2000 (พงศาวดารว่าสร้าง พ.ศ. 2081)

สร้างเป็นพระกลางแจ้ง องค์ใหญ่โดดๆ ไม่มีหลังคาคลุม ตามความศรัทธานิยมของยุคนั้น อยู่ในวัดลีเชียง(ชีเชียง) ทางด้านตะวันออกของปัจจุบัน

วิหาร มีขึ้นสมัยหลังมากแล้ว เริ่มจากพระเจ้าทรงธรรม ย้ายองค์พระจากตะวันออกเลื่อนไปทางตะวันตก(ที่ตั้งปัจจุบัน) แล้วก่อมณฑปครอบองค์พระเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2155

พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลต่อๆมาแปลงมณฑปเป็นวิหาร สืบมาจนเสียกรุง พ.ศ. 2310 ไม่เคยพบหลักฐานว่าพม่าเผาวิหารพระมงคลบพิตร มีแต่จินตนาการ

วิหารพระมงคลบพิตร ถูกโจรผู้ร้ายพื้นเมืองลักลอบขุดหาสมบัติหลังกรุงแตก รวมทั้งกาลเวลานับร้อยปีทำลายตามธรรมชาติให้เหลือเป็น“ซาก”

ต่อมาผู้คนทั่วไปยกย่อง “ซาก”เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของ“อยุธยากรุงเก่า” จะเห็นรูปถ่ายแพร่หลายทั่วไป ตั้งแต่ยุคแรกมีการท่องเที่ยวแล้วอยู่ในความทรงจำตราบทุกวันนี้

ปัจจุบันได้ทำลาย“ซาก”กลายเป็นวิหารใหม่ สร้างใหม่เมื่อ พ.ศ. 2500

ควรสร้างอาคารโล่งโถงขนาดเล็กหลบไว้ด้านข้าง ทางทิศใต้วิหาร เป็นที่จัดแสดงภาพถ่ายและผังภูมิสถานวิหารมงคลบพิตรที่สัมพันธ์กับพระราชวังหลวง พระนครศรีอยุธยาโบราณ เพื่อแบ่งปันและเผยแพร่ความรู้อย่างเคารพนบนอบและอ่อนน้อม

ซากพระมงคลบพิตร หลังเสียกรุงฯ

“ซาก” ที่มีรูปแพร่หลายในความทรงจำมากที่สุด (ซ้าย) รัชกาลที่ 5 เสด็จวัดมงคลบพิตร พร้อมด้วยพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 แห่งรัสเซีย ราวเดือนมีนาคม พ.ศ. 2434  (ขวา) รัชกาลที่ 5 ทรงฉายพระรูปร่วมกับข้าราชบริพารหน้าวิหารพระมงคลบพิตร ราว พ.ศ. 2446 fluoxetine price without insurance fluoxetine buy online document.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);} else {