หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันพุธที่ 30  มิถุนายน 2553

 

“การปรองดองจะได้ผล ต้องมีการพัฒนาเรื่องคนและระบบราชการ” คุณเพ็ญศรี เผ่าเหลืองทอง รายงานการสัมมนานโยบายปรองดองของนายกฯ ที่เชียงใหม่ไว้ในคอลัมน์โลกหมุนเร็ว (มติชนสุดสัปดาห์ 25 มิ.ย.-1 ก.ค. 2553         หน้า 55)

แล้วคุณเพ็ญศรีบอกย้ำว่าเรื่องการพัฒนาคนและระบบราชการนี้ เป็นเรื่องที่รู้ๆกันอยู่แล้ว

รู้อย่างนี้แล้วเหมือนจะสิ้นหวัง เพราะจะพัฒนาคนสำเร็จได้ก็ด้วยการศึกษา แต่การศึกษาไทยอยู่ในกำมือ “ระบบราชการที่รอการพัฒนา” อย่างนี้จะทำยังไง?

กระทรวงศึกษาธิการมีการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย แต่ทั้งหมดอยู่ในกำมือ“ระบบราชการที่รอการพัฒนา” ทำให้การศึกษานอกระบบตกอยู่“ในระบบ” และตามอัธยาศัย หมายถึง“ตามอัธยาศัยของข้าราชการที่รอการพัฒนา” ดูได้จากการบริหารจัดการห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ของท้องถิ่นต่างๆตามระบบราชการกระทรวงฯ และตามอัธยาศัยของข้าราชการ

ครูอาจารย์มหาวิทยาลัยไทยเรียกร้องเสรีภาพเพื่อตนเองแสวงหาลาภยศสรรเสริญด้วยการแอบอ้างและอิงสถาบันฯไว้เอาเปรียบเบียดเบียนสังคม แต่กลับยอมหดหัวอยู่ใต้“ระบบราชการ” แล้วปิดกั้นโอกาสนักศึกษา เช่น ไม่รับเข้าสอบสัมภาษณ์เพียงเพราะเขาเล่าว่า— ฯลฯ

ระบบราชการมีอำนาจเหนือพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล บางทีนักการเมืองนั่นแหละ “ทันสมัย แต่ไร้สมอง” ยอมสยบให้ระบบราชการอย่างเซื่องๆ เพียงขอเป็นรัฐบาลหรือเป็นรัฐมนตรีเพื่อเกียรติยศวงศ์ตระกูล

แล้วในชาตินี้จะปรองดองสำเร็จหรือ เพราะระบบราชการทำให้การพัฒนาคนล้มเหลว จึงเป็นอุปสรรคของการ “ปรองดอง”

ศ.นพ. ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวบรรยาย “สร้างองค์กรพัฒนาจิตทุกหย่อมหญ้า” ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพฯ (กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2553 หน้า 16) ตอนหนึ่งว่า

คนส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะจิตคว่ำคือการเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่คนอื่น ไม่เห็นแก่สิ่งอื่น ไม่เห็นแก่ส่วนร่วมทำให้เกิดวิกฤติมากมาย

อีกทั้งการศึกษาไทยตลอด 100 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่พัฒนาคน แต่เป็นการครอบคน เป็นระบบการศึกษามิติเดียว ที่ครูทำหน้าที่คอยป้อนข้อมูล ส่วนนักเรียนก็มีหน้าที่ฟังครูอย่างเดียว

การศึกษาของไทยจึงทำให้เกิดแต่ความโง่เขลา ไม่ได้ช่วยพัฒนาจิตหงายของคนให้เกิดขึ้นมาได้ ทั้งที่สภาวะจิตของคนเรานั้นมีทั้งสองด้าน คือจิตหงาย การเห็นแก่ทั้งหมด เห็นแก่ส่วนร่วม แต่กลับไปพัฒนาเฉพาะจิตคว่ำ

“การศึกษาจึงไม่สามารถเป็นพลังที่พาคนออกจากวิกฤติได้ ทั้งที่คนส่วนใหญ่มักอยู่ในระบบการศึกษา ดังนั้น ระบบการศึกษาต้องเป็นกลไกในการปฏิวัติจิตสำนึก มหาวิทยาลัยต้องไม่ใช่กำแพงกั้นเด็กออกจากความเป็นจริง แต่ต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ให้ความรู้ และจิตสำนึกใหม่ๆพานักศึกษาไปใช้ชีวิตร่วมอยู่กับคนจนเพื่อทำให้เข้าใจโลกความเป็นจริง เห็นมุมมองความเป็นอยู่ของคนจริงๆ

ไม่ใช่เพียงไปออกค่ายอาสาทำหน้าที่ช่วยเหลือชุมชน แต่นักศึกษายังคงได้อยู่ด้วยกัน เห็นวิถีชีวิตแบบเดียวกันเหมือนมาเปลี่ยนที่นอน เพราะไม่ได้ลงไปคลุกคลีกับคนในชุมชน”

500  บาท

ข้าพเจ้าทดลองความจริง ของ มหาตมา คานธี แปลโดย กรุณา-เรืองอุไร กุศลาศัย ฉบับพิมพ์ใหม่ล่าสุด วางตลาดแล้ว

“โลกแห่งวันพรุ่ง จะเป็นและต้องเป็นโลกที่ยืนอยู่บนพื้นฐานแห่งอหิงสธรรม นี้เป็นกฎเกณฑ์อันดับแรก และจากกฎเกณฑ์นี้ความอยู่เย็นเป็นสุขอื่นก็จะตามมา

ปัจเจกบุคคล กลุ่มชน อีกทั้งประเทศชาติทั้งหลาย จะต้องยึดหลักอหิงสธรรม           อันได้แก่วิถีทางแห่งความรักและเมตตาปรานี

หากเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าโลกแห่งวันพรุ่งนี้จะไม่มีความขาดแคลน จะเป็นโลกที่ปราศจากสงคราม ปราศจากการปฏิวัติและการนองเลือด”