หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพุธที่ 19   พฤษภาคม   พ.ศ. 2553

Thai PBS ออกอากาศเผยแพร่ซ้ำซากว่าโขนละครฟ้อนรำของไทยได้จากอินเดีย รากเหง้าของนาฏศิลป์ไทยได้จากภารตนาฏยัมของอินเดียผ่านเข้ามาทางขอม ดูจากท่ารำของไทยคล้ายกับของอินเดีย ฯลฯ

ล่าสุดเมื่อตีห้าเช้าวันจันทร์(10 พฤษภาคม 2553) และหลังจากนั้นยังแพร่ภาพย้อนหลังซ้ำ ก็เท่ากับเผยแพร่ข้อมูลเพี้ยนๆซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าปล่อยไว้จะกลายเป็นถูกต้องชอบธรรม

สิ่งที่โขนละครได้รับจากอินเดียมีชัดๆอยู่อย่างเดียว คือเนื้อเรื่องรามเกียรติ์ ได้จากรามายณะของทมิฬอินเดียใต้(ไม่ใช่ได้จากฉบับวาลมิกิตามที่ชอบพูดอวดฉลาดเอาเท่ๆสืบต่อกันมา) นอกนั้นแล้วไม่มีอะไรเป็นอินเดีย

รับจากอินเดียแค่เนื้อเรื่อง แล้วไฉน Thai PBS จะเพ้อคลั่งแพร่ภาพออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าโขนละครฟ้อนรำของไทยได้จากอินเดีย

พยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีบอกตรงกัน ว่าดนตรีกับนาฏศิลป์ของโขนละครมีพัฒนาขึ้นเองที่สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ ไม่ได้รับจากอินเดีย

ดนตรีประกอบโขนละครเรียก ปี่พาทย์ ไม่มีในอินเดีย แต่มีพัฒนาการในสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว

นาฏศิลป์ จำแนกเป็น 2 อย่าง คือ ท่าฟ้อน กับท่าเต้น มีพัฒนาการในสุวรรณภูมิอุษาคเนย์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว มีลีลาต่างจากอินเดียราวฟ้ากับดิน

ท่าฟ้อน ของตัวพระ/นาง เช่น พระราม, นางสีดา อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช อธิบายมานานเป็นสิบๆปีแล้วว่าเป็น“สามัญลักษณะ” คือยืด-ยุบ ที่ไม่มีในอินเดีย (ดูรายละเอียดคำอธบายในลักษณะไทย เล่ม 3 ของ ธนาคารกรุงเทพ)

ท่าเต้น ของตัวยักษ์/ลิง เช่น ทศกัณฐ์, หนุมาน คือ ท่ากบ ไม่มีในอินเดีย แต่มีในภาพเขียนสีตามเพิงผาและผนังถ้ำของสุวรรณภูมิเมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว เป็นรูปคนกางแขนถ่างขาทำท่าเหมือนกบที่มนุษย์ยกย่องเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ผู้บันดาลให้ฝนตกมีน้ำท่าข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์

Thai PBS ออกอากาศแพร่ภาพเรื่องโขนละครไทยซ้ำๆซากๆอย่างนี้เหมือนมีวาระซ่อนเร้นเพื่อ“ประจบ”อะไรสักอย่าง ถึงกระนั้นก็นับว่ามีประโยชน์

แต่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ไปใช้ข้อมูลเก่าแก่คร่ำครึล้าหลังราว 100 ปีที่แล้ว ของนักค้นคว้ายุคอาณานิคม โดยไม่ยอมศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากหลักฐานข้อมูลใหม่ล่าสุด

นี่เป็นพยานอย่างดีว่าการทำงานของ“สื่อ”ด้านสังคม-วัฒนธรรม อ่อนแอและ          ล้าหลังกว่าด้านเศรษฐกิจ-การเมือง

ฉะนั้นสารคดีทางโทรทัศน์ทางสังคม-วัฒนธรรม โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์ไทย จึงอ่อนแอปวกเปียกล้าหลังคลั่งชาติอย่างไม่มีชิ้นดี เท่ากับซ้ำเติมสังคมไทยให้เพ้อเจ้อคลุ้ม คลั่งหลงตัวเองยิ่งขึ้น(สารคดีทางหนังสือพิมพ์ก็เช่นกัน)

สะท้อนให้เห็นฝีมือสื่อโทรทัศน์ไทยห่างชั้นอย่างยิ่งกับ BBC, Discovery, History Channel, ฯลฯ

ไม่ต้องมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ เพราะที่ว่ามานี้ไม่ได้เกี่ยวกับ“ทุน” แต่เกี่ยวกับ“กึ๋น”

ถ้า “กึ๋น” อ่อนแอทางประวัติศาสตร์สังคมและเศรษฐกิจการเมืองเสียแล้ว ก็ต้องตกอยู่ในคอกความคิดแบบอาณานิคมว่าโขนมาจากอินเดีย แล้วไม่มีวันเข้าใจมิวเซียมประวัติศาสตร์การเมืองของไทย บนสองข้างถนนทั้งราชดำเนินและราชประสงค์

(ซ้าย) ถีบเหลี่ยมกับเต้นเสา เป็นวิธีฝึกหัดโขนเบื้องต้นเพื่อให้ตั้งเหลี่ยมอัดหน้าตรง (ลายเส้นจากหนังสือโขน ของ ธนิต อยู่โพธิ์ คุรุสภา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2508 หน้า 167) จะเห็นว่าเหมือนท่ากบ(ขอฝน) 3,000 ปีมาแล้ว ซึ่งไม่เคยมีในอินเดีย

(กลาง) ลายเส้นรูปคนทำท่าต่างๆจากภาพเขียนยุคดึกดำบรรพ์ บนหน้าผาหลายแห่ง ที่พบในเมืองกวางสีในจีน และที่พบในภาคอีสานของประเทศไทย เช่น อุบลราชธานี, อุดรธานี, เลย, ฯลฯ มีลักษณะอย่างเดียวกับท่ากบ เป็นต้นแบบให้ท่าโขน ซึ่งไม่เคยพบในอินเดีย

(ขวา) ท่ารำมโนห์รา เป็น“สามัญลักษณะ” มียืด-ยุบ แล้วกางแขน ถ่างขา เหมือนท่ากบ (ภาพจาก ข่าวสด ฉบับวันเสาร์ที่ 17 เมษายน 2553 หน้า 28) ล้วนไม่เคยพบว่ามีในอินเดีย