หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพุธที่  5  พฤษภาคม  พ.ศ. 2553

อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมากในเมืองไทย คิดว่าสอนนักศึกษาจบปริญญาตรีใน 4 ปี ให้เป็นผู้วิเศษเป็นนักปราชญ์ได้ ทั้งๆยังไม่รู้จักโลกและชีวิตที่วิกฤตนักหนานี้

แต่สฤณี อาชวานันทกุล ปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์จากฮาร์วาร์ด, ปริญญาโท MBA จากนิวยอร์ค, ฯลฯ บอกไว้ใน a day (เดือนมีนาคม 2553 หน้า 162)ว่า

หน้าที่ของมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรี คือเปิดโลกให้เด็กรู้ว่ามีวิชาอะไร แล้วมันเกี่ยวโยงกันยังไง

พูดง่ายๆก็คือไม่ใช่คิดเรื่องวิชาชีพ แต่ให้คิดเรื่องทักษะพื้นฐาน, ทักษะในการวิเคราะห์, ความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์—”

“หน้าที่ของมหาวิทยาลัย คือผลิตบัณฑิตให้เป็นคนดีมีคุณธรรม—ช่วงมหาวิทยาลัยควรจะให้เด็กๆได้เปิดโลกเตรียมความพร้อมใน 4 ปี ก่อนจะออกไปทำหน้าที่จริงๆ”

เมืองไทยจับแยกส่วนตั้งแต่เด็ก คนนี้สายวิทย์ คนนี้สายศิลป์ สฤณีบอกว่า “เราก็เลยอยู่กันคนละโลก นี่คือคำตอบว่าทำไมเราถึงไม่มีโปรดักต์หนังสารคดีดีๆ หรืออะไรก็ตามที่ต้องใช้องค์ความรู้หลายๆอย่างมาบูรณาการ”

“ระบบการศึกษาของเราไม่ได้ทำให้เรามีพื้นเดียวกัน” สฤณีสรุป

น่าสมเพชเวทนานักศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยบางแห่ง ถูกพวกอาจารย์ล้าหลังคลั่ง“เจ้าอาณานิคม” มุ่งให้เรียนเป็น“นักปราชญ์”ทุกคน เลยยัดเยียดทฤษฎีล้าหลังทางโบราณคดีประวัติศาสตร์ศิลปะทั้ง 4 ปีอย่างโงหัวไม่ขึ้น แล้วปฏิเสธความรู้พื้นฐานของความเป็นมนุษย์ร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายเดียวกัน เลยมองคนอื่นไม่ดีทั้งนั้น กลุ่มตัวเองหรืออาจารย์ตัวเองวิเศษสุดเหนือคนใดในโลก ลักษณะอย่างนี้สฤณีเห็นว่า

“เราควรให้ที่เปิดกระป๋องกับเด็ก คือให้เครื่องมือไปใช้แยกแยะว่าอะไรมีเหตุผล อะไรไม่มีเหตุผล

ไม่ใช่ให้กระป๋อง จบแล้วเอากระป๋องไป กระป๋องนี้เรียกว่าเศรษฐศาสตร์ เอาไปกิน ทำอย่างนี้เราจะไม่มีทางตามทันโลก เพราะความรู้มันเปลี่ยนตลอดเวลา

บางทีก็เป็นอีโก้ของอาจารย์ที่พยายามจะบอกว่าความรู้ที่ถ่ายทอดอยู่เป็นสัจธรรมพันปี

ถ้าไม่นับวิชาศาสนา วิชาที่เป็นสัจธรรมอยู่ได้พันปีไม่มีหรอก ดังนั้นต้องอยู่ที่อาจารย์ด้วยว่าจะใจกว้างแค่ไหน

ตอนเรียนมีอาจารย์หลายคนที่ประทับใจ เพราะเขาไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เขาพูดถูกทั้งหมด เวลาที่เด็กแย้ง เขาก็บอกว่า ยูแย้งตรรกะของสำนักชิคาโก ยูไปอ่านหนังสือของสำนักนี้นะ เพราะไอไม่ได้เชื่อในสำนักนี้

เขาบอกว่าเขาไม่เห็นด้วยกับเด็ก แต่ไม่เป็นไร ถ้าสนใจในมุมนี้ก็ไปหาอ่านเอง เพราะเขาไม่ได้เชี่ยวชาญในแนวคิดของสำนักอื่น อย่างน้อยเด็กก็รู้ว่ามีแนวคิดอีกสำนักหนึ่ง เดี๋ยวไปตามอ่านเองได้ อาจจะชอบมากกว่า

อาจารย์ไม่ได้บอกว่า ยูพูดผิดโง่ นั่งลง

ทัศนคติของอาจารย์ส่งผลมากต่อเด็ก ตอนเด็กๆเกลียดประวัติศาสตร์มาก เพราะให้ท่องอะไรบ้าๆบอๆ แต่เปลี่ยนมาชอบเพราะได้เรียนประวัติศาสตร์กับอาจารย์คนหนึ่งที่ไฮสคูล เขาเป็นคนที่อินมาก สอนเก่งมาก เหมือนนิยาย”

อาจารย์มหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรีบางแห่งคร่ำเคร่งกับลักษณะ“ศิลปกรรม”ของพระโพธิสัตว์ แต่ไม่เคยเข้าใจอุดมคติของพระโพธิสัตว์ คือบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เพื่อลดความเห็นแก่ตัวจนหมดความเห็นแก่ตัว(ธรรมะใกล้มือ ลำดับที่ 3/53 ของหอจดหมายเหตุพุทธทาส)

ระดับปริญญาตรีแค่ 4 ปี อย่าให้ถึงกับต้องเรียนเป็นนักปราชญ์เลย เจ้าประคุณเอ๋ย(ไม่ได้แดกหรอก เว้นแต่หลอกตัวเอง) เอาแค่ทั้งอาจารย์ทั้งศิษย์เป็นคนธรรมดาๆ ไม่เห็นแก่ตัวก็บุญแล้ว

พระมหาธรรมราชา กษัตราธิราช โดย พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2553 ราคา 175 บาท

หากพิจารณาด้วยแนวคิดประวัติศาสตร์แบบรวมศูนย์ สมเด็จพระมหาธรรมราชาต้องถูกประณามว่า ทรยศต่อแผ่นดิน หรือต่อชาติ เพราะทรงนำกองทัพกลุ่มหัวเมืองเหนือเข้าร่วมกับพระเจ้าหงสาวดีตีได้พระนครศรีอยุธยา พระเจ้าบุเรงนองจึงสถาปนาให้ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา เป็นประเทศราชขึ้นตรงต่อกรุงหงสาวดี เมื่อ พ.ศ. 2112

พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากร มีหลักฐานวิชาการอธิบายต่างจากปัจจุบันอย่างละเอียดถี่ถ้วนในเล่มนี้