หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 13   พฤษภาคม   พ.ศ. 2553

“พระพุทธศาสนานั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง(Political movement) เพื่อต่อต้านความไม่เท่าเทียมและความอยุติธรรม”

ข้อความยกมานี้อยู่ในบทความของวินัย วงศ์สุรวัฒน์ คณะวิทยาการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(AIT) อ้างถึงอาจารย์หญิงชาวอินเดียอธิบายว่า

พระพุทธศาสนากำเนิดจากการดิ้นรนทางการเมือง เพื่อต่อต้านความไม่          เท่าเทียมกันในสังคม (พิมพ์ในมติชน ฉบับวันอังคารที่ 4 พฤษภาคม 2553 หน้า 7)

อาจารย์หญิงชาวอินเดียอธิบายต่อไปอีกว่าระบบชนชั้นวรรณะตั้งข้อกำหนดและกฎเกณฑ์ต่างๆที่ทำให้ชาติตระกูลของคนนั้นเป็นเครื่องกำหนดสิทธิและโอกาสในเรื่องทั้งหลายทั้งปวง ตั้งแต่สิทธิในด้านการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดไปจนถึงเรื่องส่วนตัวต่างๆ

“ใจความสำคัญของปรัชญาที่พระพุทธเจ้าพยายามผลักดันและเผยแพร่ก็คือการปฏิเสธระบบชนชั้นวรรณะที่หยั่งรากลึกอยู่ในสังคมอินเดีย ทั้งนี้ หากใครต้องการบวชเป็นภิกษุก็จะต้องละทิ้งวรรณะของตนเอง เพราะการบวชเปรียบเสมือนการเกิดใหม่ ทุกคนต้องยอมรับและปฏิบัติตามพระวินัยเดียวกัน สายเลือดและชาติตระกูลนั้นไม่ทำให้ใครมีอภิสิทธิ์เหนือใครอีกต่อไป

สารสำคัญอีกข้อหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนคือกรรมเป็นเครื่องกำหนดชะตาชีวิตมิใช่ชาติกำเนิด ดังนั้น ค่าของคนจึงควรวัดกันด้วยพฤติกรรม มิใช่วัดกันที่เป็นลูกใครหรืออยู่วรรณะไหน”

ประวัติพุทธศาสนาอย่างอาจารย์หญิงชาวอินเดียอธิบายมานี้ เป็นที่รู้กันแพร่หลายในโลกตะวันตก คนไทยที่ไปเรียนทางประวัติศาสตร์โบราณคดี, มานุษยวิทยา, สังคมวิทยา, วรรณคดี, ฯลฯ ในมหาวิทยาลัยทางยุโรป-อเมริการาว 50 ปีมาแล้ว ต้องเรียนรู้“ความรู้พื้นฐาน”เรื่องนี้ทั้งนั้น (ปัจจุบันก็ต้องเรียนอย่างนี้)

ครั้นกลับมาถึงเมืองไทยก็คืนสู่พุทธประวัติแบบไทยๆ เหมือนก่อนไปเรียนในยุโรป-อเมริกา คือ “พระพุทธศาสนาที่แท้จริงต้องไม่ข้องเกี่ยวกับการบ้านการเมือง และความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในสังคมเป็นเรื่องบุญ-บาปแต่ชาติปางก่อน” แล้วยกย่องคำอธิบายชุดนี้เป็นมาตรฐานสืบจนทุกวันนี้ไม่เสื่อมคลาย

ใครเห็นต่าง(เช่น พระเจ้าอโศกยกย่องและสร้างสรรค์พระพุทธศาสนาเพื่อผลทางการเมืองการปกครอง และขยายควบคุมเส้นทางการค้าทุกทิศทางแข่งกับอเล็กซานเดอร์จนถึงสุวรรณภูมิ ฯลฯ) หรืออธิบายตีความต่างไปจะถูกประณามหยามเหยียดว่า “บ่อนทำลายพระพุทธศาสนา” ส่งไปเลย

ผลคือสังคมไทยยอมจำนนต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ, การเมือง, สังคม, วัฒนธรรม เพราะโยนให้เป็น“บุญทำกรรมแต่ง”ไม่เหมือนกันของแต่ละคนที่มีมาแต่ชาติปางก่อน

ไม่เกี่ยวกับโครงสร้างของอำนาจคนชั้นนำ

แล้วกำกับด้วยคำสอนแบบวัฒนธรรมเถรวาทไทย คือ ห้ามสงสัย, ห้ามถาม, ห้ามเถียง ให้ท่องจำตามคำสอนของอาจารย์(เถระ-วาทะ)อย่างเดียว ดังเห็นจาก โครงสร้างระบบการศึกษาของไทยทุกวันนี้

เขียนอย่างนี้มักถูกคณะศิษย์เถรวาท“รุมทัณฑ์”ทุกครั้ง แล้วฟ้องกล่าวโทษไปถึงคุณขรรค์ชัย บุนปาน ให้ลงทัณฑ์ก็มี ผมเลยขอคัดธรรมะใกล้มือเรื่องอุดมคติของโพธิสัตว์ ให้ลดความเห็นแก่ตัว เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น มาลงพิมพ์ไว้ให้ซึมซับบ้าง(ในพื้นที่สุวรรณภูมิในสังคมวัฒนธรรมฉบับนี้)

สังคมไทยส่วนใหญ่ลืมเรื่องโพธิสัตว์ไปแล้ว ทั้งๆพระเวสสันดร, พระศรีอาริย์, พระมาลัย, ฯลฯ ล้วนเป็นโพธิสัตว์ แต่ลืมไป เพราะถูกทำให้ลืม