หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับอังคารที่  4  พฤษภาคม  พ.ศ. 2553

 

อวดว่าปลูกข้าวดีที่สุด, มีพันธุ์ข้าวหอมมะลิอร่อยที่สุด,ฯลฯ แต่ไม่รู้ความเป็นมาของข้าว ไม่ว่าข้าวอะไรทั้งนั้น มิวเซียมข้าวและชาวนาก็ไม่มี ที่มีก็ไม่ใช่

ท่านตุลาการไพโรจน์ นวานุช มีหนังสืองานศพ สละ ทศานนท์(พระราชทานเพลิงที่เมรุวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน วันจันทร์ที่ 19 เมษายน 2553) มาให้อ่าน

เมื่ออ่านแล้วถึงรู้ว่ามีเรื่องที่ท่านสละเขียนบันทึกว่า “มีข้าวอยู่สองพันธุ์ที่ข้าพเจ้ามีความพอใจมาก เพราะเป็นที่นิยมของชาวนา, โรงสี, และผู้รับประทาน” คือข้าวเจ้าหอมมะลิ กับข้าวเหนียวสันป่าตอง ที่ควรจัดแสดงใน “มิวเซียมข้าวและชาวนา”(ซึ่งยังไม่เคยมีในประเทศไทย)

ท่านสละบันทึกเรื่องสิ่งที่ข้าพเจ้าภาคภูมิใจ ไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 แล้วเจ้าภาพนำมาพิมพ์รวมแจกงานศพด้วย จะขอคัดมาให้อ่านย่อๆ เพื่อร่วมภาคภูมิใจกับท่าน “สละ ทศานนท์” ดังนี้

ข้าวหอมมะลิ

“ข้าพเจ้าก็ได้รู้จักกับข้าวหอมดอกมะลิเป็นครั้งแรก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2493-94 โดยคุณสุนทร สีหะเนิน ซึ่งขณะนั้นเป็นพนักงานข้าว อำเภอบางคล้า นำมาให้ข้าพเจ้ารับประทานประมาณครึ่งกระสอบ โดยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าเป็นข้าวคุณภาพดี ที่ชาวนาปลูกที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เกี่ยวแล้วแยกเก็บในฉางไว้ต่างหากเพื่อสีส่งสำเพ็งในราคาพิเศษสูงกว่าข่าวสารทั่วไปเกือบเท่าตัว

เดิมเรียกข้าวชนิดนี้ว่า ขาวมะลิ แต่มีกลิ่นหอมหลังจากเก็บเกี่ยวใหม่ๆ จึงได้ชื่อว่า ‘หอมมะลิ’ (ถ้าพูดถึงเรื่องหอมแล้วข้าว ‘นางมล’ หอมกว่ามาก) การทดสอบของข้าวหอมมะลิได้ทำในสถานีโคกสำโรง

เมื่อข้าพเจ้ากลับมาจากต่างประเทศ เมื่อ พ.ศ. 2500 ข้าพเจ้าก็รีบขึ้นไปตรวจดูที่สถานีโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ขณะนั้นคุณโอภาส พลศิลป เป็นหัวหน้าสถานี

ข้าพเจ้าถามถึงข้าวมะลิ คุณโอภาสก็บอกข้าพเจ้าว่าหัวหน้ากองให้ทิ้งได้และเลิกทดลอง

ข้าพเจ้าตกใจรีบสั่งให้ดำเนินการทดสอบ โดยแบ่งพันธุ์ข้าว 153 สาย ออกเป็น2 ชุด ชุดหนึ่งส่งไปทดลองที่สถานีพิมายนครราชสีมา และอีกชุดหนึ่งไปที่สถานีสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ จาก 153 สายพันธุ์ในการทดลองนาราษฎร์ด้วย

สายพันธุ์ที่ 105 ให้ผลดีมากในภาคอีสาน สายพันธุ์ 103 ให้ผลดีทางภาคเหนือ แต่เนื่องจากข้าวเจ้าไม่ค่อยเป็นที่นิยมในภาคเหนือจึงมีผู้ปลูกน้อย ส่วนในภาคอีสานสาย 105 มีผู้ปลูกกันมากในแถบจังหวัดสุรินทร์, ร้อยเอ็ด”

ข้าวเหนียวสันป่าตอง

“ข้าวเหนียวสันป่าตองเป็นข้าวปนอยู่ในพันธุ์ข้าวเจ้าชื่อ ‘เหลืองใหญ่’ ซึ่งเป็นข้าวเจ้า—–เราพบว่าบางรวงของข้าวเหลืองใหญ่ซึ่งเป็นข้าวเจ้าพื้นเมืองเดิมของภาคเหนือนั้นมีเมล็ดเป็นข้าวเหนียว

คุณมณี เชื้อวิโรจน์(บัดนี้ได้ถึงแก่กรรมแล้ว) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่วิชาการของสถานีข้าวสันป่าตอง เป็นผู้ค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2496 จากการเพาะเมล็ดขุ่น ซึ่งแสดงว่าเป็นข้าวเหนียวในจานแก้วทดลอง (Petri Dish) ได้สายพันธุ์ใหม่เรียกว่า ‘เหนียวสันป่าตอง’ ลักษณะลำต้นและทรงตัน การแตกกอเหมือนเหลืองใหญ่ 10 ซึ่งเป็นข้าวเจ้า จึงเข้าใจกันว่า ‘เหนียวสันป่าตอง’ เป็นพันธุ์แปลง ‘MUTATION’ ของข้าวเจ้าเหลืองใหญ่ 10

ข้าพเจ้ารีบขยายและออกเปรียบเทียบพันธุ์ตามท้องถิ่นของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสานในทันที ในปี 2503 เราก็รู้กันว่า ‘เหนียวสันป่าตอง’ เป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพในทางโภชนาการ และมีผลผลิตดีมากพันธุ์หนึ่ง”

เรื่องพวกนี้ผมเคยคัดรวมพิมพ์ไว้ในหนังสือ ทุ่งกุลาฯ(สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546) หาอ่านได้สบายมาก

buy prednisolone online cheap