หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอังคารที่  11   พฤษภาคม  พ.ศ.  2553

สังคมไทยไม่ให้ความสำคัญต่อ “ความรู้” ไม่ว่าความรู้อะไรทั้งนั้น

ดูจากพฤติกรรมท่องเที่ยวของคนไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อ กิน, เที่ยว, และช็อปปิ้ง เป็นที่ลือลั่นสนั่นโลกว่าล้างผลาญอย่างเดียว ไม่เที่ยวเก็บเกี่ยวความรู้  แม้ในประเทศก็ไม่เที่ยวความรู้ แต่เน้นเที่ยวกิน มีตัวอย่าง(มติชน ฉบับวันอังคารที่ 4 พฤษภาคม 2553 หน้า 8) ดังนี้

นายศิริพงษ์ ห่านตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยว่า จังหวัดร่วมกับชาวสวนผลไม้ จัดงานปั่นไปชิมไปวันที่ 15 พฤษภาคม ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ปั่นรถจักรยานมาจากกรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา นครนายก และสระแก้ว โดยลงทะเบียนผู้ใหญ่ 1 อิ่ม 100 บาท ตั้งแต่เวลา 06.00 น.

เริ่มออกเดินทางจากลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ไปที่ไม้เค็ดโฮมสเตย์ เพื่อชิมเงาะ กระท้อนยักษ์ มังคุด แล้วไปรับประทานอาหารที่อ่างเก็บน้ำจักรพงษ์-น้ำตกเขาอีโต้

จากนั้นไปที่สวนนายปัญญา บำรุงวัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)บ้านพระ แล้วกลับมาจุดเริ่มต้น ระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร

“ช่วงหน้าแล้งที่เกษตรได้รับผลกระทบ ทางจังหวัดต้องสนับสนุนจัดงานส่งเสริมการขายผลไม้ให้ บ่อยครั้งเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมาช่วยกันซื้อผลไม้ สร้างรายได้ให้เกษตรกร โดยเฉพาะต้นฤดู ซึ่งจะมีกิจกรรมหลัก คืองานวันเกษตรปราจีนบุรี วันที่ 28 พฤษภาคมถึงวันที่ 6 มิถุนายน ที่หน้าลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ตรงข้าม
ศาลากลางจังหวัดหลังเก่า มีการประกวดหน่อไม้ใหญ่ ผลไม้ยักษ์ ผักยาว บวบหอม บวบเหลี่ยม ถั่วฝักยาว จัดกระเช้าการเกษตร เป็นต้น” นายศิริพงษ์กล่าว

ปราจีนบุรี นอกจากมีพื้นที่เหมาะสมกับการทำการเกษตร ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายแห่ง ทั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยานแห่งชาติปางสีดา

จะเห็นว่าไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์โบราณคดี เช่น เมืองมโหสถพันปี และภาพสลักสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ขอบสระแก้ว, ดงศรีมหาโพธิ์ เส้นทางพระเจ้าตาก กู้กรุงศรีอยธยา, ทุ่งทะเลอ่าวไทย 3,000 ปีมาแล้ว, ฯลฯ

เรื่องอย่างนี้โทษใครเป็นส่วนตัวไม่ได้ เพราะโครงสร้างทางสังคมวัฒนธรรมของไทยไม่แข็งแรง, สถาบันการศึกษาไม่ทำหน้าที่แบ่งปันความรู้, ห้องสมุดประชาชนฯและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติใช้การไม่ได้, กระทรวงวัฒนธรรมกับกระทรวงศึกษาธิการไม่ทำงานเพื่อท้องถิ่นอีกแล้ว แต่ทำเพื่อความมั่งคั่งตัวเอง

การปกครองส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นห่วงกระเป๋าตัวเองมากกว่าห่วงไพร่บ้านพลเมือง จึงไม่ให้ความสำคัญต่อความเป็นมาของชุมชนท้องถิ่นตัวเอง แม้มีพิพิธภัณฑ์กับห้องสมุดก็ไม่เคยไยดีแบ่งปันเผยแพร่ความรู้ท้องถิ่น

มีแต่ปล่อยทิ้งให้สับปะรังเค นานๆก็เอาไม้กวาดปัดฝุ่นออกอวดขายผ้าเอาหน้ารอดแค่นั้น แล้วปล่อยทิ้งตามยถากรรมอีกเป็นสันดานอย่างนี้ชั่วตาปีตาชาติ

แห่นางแมวสุพรรณบุรี มีรูปอยู่ในมติชนหน้า 8 แต่ข่าวอยู่หน้า 9 (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 4 พฤษภาคม 2553)

ขอฝน – ชาวบ้าน ต. สนามชัย และ ต. โพธิ์พระยา อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี ร่วมแห่นางแมวเพื่อ ขอฝน หลังจากฝนทิ้งช่วงมานาน ทำให้เกษตรกรขาดน้ำ โดยเป็นพื้นที่เดียวของจังหวัด ที่ทำพิธีแห่นางแมวขอฝน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ ต. สนามชัย อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี นายมานิตย์ แสงดาว อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต. โพธิ์พระยา อ. เมือง จ. สุพรรณบุรี พร้อมชาวตำบลสนามชัยและโพธิ์พระยา กว่า 50 คน เดินแห่นางแมวเพื่อขอฝนไปรอบตำบลสนามชัยและตำบลโพธิ์พระยา โดยให้เวลาในการแห่นางแมว 3 วัน เพื่อขอฝนเนื่องจากฝนทิ้งช่วงมานาน ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมขาดน้ำในการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวของ จ. สุพรรรบุรี ที่ทำพิธีแห่นางแมว

นายมานิตย์ กล่าวว่า การแห่นางแมว จะทำกันในช่วงเดือน 5 ถึงเดือน 6  เฉพาะปีที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งจะใช้คนหาบแมวตัวเมีย หาบข้าวปลาอาหาร เป็นรางวัลมา มีขบวนหาบเป็นขบวนนักรำ ขบวนปลัดขิก ขบวนนักร้องกลองยาว ขบวนแห่นางแมว ร้องเพลงนางแมวขอฝนfluoxetine price walgreens buy cheap sildalis}