หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพุธที่ 14 เมษายน พ.ศ.2553

 

เลี้ยงผี เป็นพิธีกรรมประจำปีของชุมชนหมู่บ้านตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ทุกวันนี้ท้องถิ่นห่างไกลในอีสานยังมีพิธีเลี้ยงผีประจำปีทุกสงกรานต์

ก่อนรับประเพณีสงกรานต์จากพราหมณ์ชมพูทวีป(อินเดีย)เมื่อหลัง พ.ศ. 1000 ชุมชนหมู่บ้านมีกิจกรรมทั้งส่วนตัวและส่วนรวมช่วงหลังเก็บเกี่ยว(ในฤดูการผลิตเก่า) ถึงช่วงก่อนเพาะปลูก(ในฤดูการผลิตใหม่) ประมาณช่วงเวลาทางจันทรคติคือ เดือน 4 (กุมภาพันธ์-มีนาคม) ถึงเดือน 5 (มีนาคม-เมษายน)

กิจกรรมสำคัญมากที่ต้องทำทุกปีคือเลี้ยงผีในหมู่บ้าน ตั้งแต่ผีบ้าน ประจำชุมชนหมู่บ้าน ผีเรือน ประจำครอบครัววงศ์ตระกูล และผีเครื่องมือทำมาหากินในชีวิตประจำวันที่สิงอยู่ในกระด้ง, กระบุง, ตะกร้า, สิ่ว, ขวาน, มีด, พร้า, ไถ, ครก, สาก, ลอบ, ไซ, ฯลฯ จนถึงพาหนะ เช่น ควาย, เกวียน, ฯลฯ

“บ้านเป็นที่เรียนศิลปวิชาการเลี้ยงชีพต่างๆตามเหล่าตามตระกูล” (พระบรมราชโองการพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2453) ฉะนั้นเครื่องมือ ทำมาหากินในชีวิตประจำวันอยู่ในหมู่บ้าน ก็คือเครื่องมือศิลปวิชาการเลี้ยงชีพต่างๆ       ที่มีผีสิง แล้วต้องเลี้ยงผีทุกปีเพื่อขอขมา

เครื่องดนตรีและเครื่องนาฏศิลป์โขนละครฟ้อนรำ เป็นเครื่องมือศิลปวิชาการเลี้ยงชีพอย่างหนึ่งที่มีผีสิง แล้วต้องมีพิธีเลี้ยงผีทุกปีพร้อมกันไปก็ได้ แต่เรียกไหว้ครู, ครอบครู

เมืองสมัยหลังต่อๆมามีบ้านเมืองและรัฐรับศาสนาพราหมณ์จากชมพูทวีป(อินเดีย) มี“เทวดา”ต่างๆ ฉลุฉลักหล่อหลอมเป็นรูปร่างศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะใน ไศวนิกาย หรือไศวศาสน์ มีพระศิวะมหาเทพเป็นประธานที่มีอีกนามหนึ่งว่า พระอีศวร เป็นใหญ่กว่ามหาเทพทั้งปวง ก็พากันเชิญมหาเทพเป็นประธานในพิธีเลี้ยงผีประจำปีด้วย แต่เรียกพิธีด้วยชื่อใหม่ว่า ไหว้ครู, ครอบครู โดยเชิญเครื่องดนตรีและสัญลักษณ์นาฏศิลป์ไว้บนแท่นบูชา เช่น เทริด, หน้ากาก, ฯลฯ เป็นเครื่องมือศิลปวิชาการที่มีผีสิงอยู่

พิธีไหว้ครู ครอบครู มีต้นแบบจากพิธีเลี้ยงผีของชุมชนพื้นเมืองดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิราว 3,000 ปีมาแล้ว

พิธีเลี้ยงผีต้องมี“เข้าทรง”แล้วมี“ผีลง”หรือ“ผีเข้า” เป็นพิธีกรรมเสี่ยงทายอย่างหนึ่งของคนแต่ก่อน เพื่อทำนายทายทักถึงข้าวปลาอาหารในฤดูกาลข้างหน้าว่าจะอุดมสมบูรณ์หรือมีวิกฤตอดอยากปากแห้ง จะได้เตรียมรับสถานการณ์ถูกต้อง

ต่อมาเมื่อรับแบบแผนพราหมณ์ก็เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้พิธีไหว้ครู ครอบครู เช่น เชิญศีรษะเทวดามาตั้งบนหิ้งบูชา, ฯลฯ

แต่สิ่งที่ยังมีอยู่อย่างสืบเนื่อง คือ“เข้าทรง”, “ผีลง”, “ผีเข้า”, ฯลฯ ดังมีคำบอกเล่าสืบต่อกันเสมอๆว่าเมื่อถึงเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ผู้ใดผู้หนึ่งที่ร่วมพิธีจะมีอาการ“เข้าทรง” เช่น “องค์ชายกลาง”(พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร), ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, ฯลฯ

แต่พิธีไหว้ครู ครอบครู ประจำปีที่วัดพระพิเรนทร์(วรจักร กรุงเทพฯ) จะมีผู้ร่วมพิธีจำนวนมาก แล้วมีหลายคนออกอาการ“เข้าทรงรวมหมู่”พร้อมกัน

สยามเทวะ ชุมนุมภาพเทพเทวดาบนสรวงสวรรค์ ผ่านสีสันลายเส้นอันวิจิตร โดย สุรศักดิ์ ทอง ราคา 295 บาท

นาฏราช หรือที่ทางไทยเรียกว่า ปางปราบอสูรมูลาคนี เป็นรูปพระอิศวร 4 กร ยืนเหยียบอสูรมุยลกะ  กรข้างขวาถือกลอง อีกกรหนึ่งทำมือแบแสดงท่าว่าไม่กลัว ส่วนกรข้างซ้ายถือเปลวไฟ อีกกรหนึ่งชี้ลงไปที่ยักษ์มุยลกะ

เมื่อพระอิศวรฟ้อนรำทำปาฏิหาริย์ต่างๆ ขณะนั้นมียักษ์ค่อมตนหนึ่งชื่อ อสูรมูลาคนี เคยได้พรจากพระเป็นเจ้า มีจักษุทั้งสองเป็นเปลวไฟ ถือตัวว่าเป็นใหญ่กว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระอิศวรจึงเอาพระบาทข้างหนึ่งเหยียบยักษ์นั้นไว้แล้วก็ฟ้อนรำต่อไปจนหมดกระบวนท่า

ต่อมาพญาอนันตนาคราชอยากเห็นจึงมาขอร้องให้พระอิศวรฟ้อนรำให้ดูบ้าง พระอิศวรจึงเสด็จมารำให้ดู เรียกการฟ้อนรำแบบนี้ว่า ศิวนาฏราช ระหว่างนั้นมีฤาษีชื่อ พระพรต ได้จดบันทึกท่ารำได้ทั้งหมด 108 ท่า ซึ่งต่อมากลายเป็นต้นแบบท่ารำของนาฏศิลป์อินเดียจนมาถึงปัจจุบัน นาฏศิลป์ไทยก็ได้รับอิทธิพลมาจากนาฏศิลป์ของอินเดีย เช่น การจีบมือ การยกเท้า และพิธีไหว้ครูยังนำเอาเศียรของพระพรตฤาษีมาครอบบูชาเป็นครู

ต่อมาได้สร้างเทวสถานขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 1800 ได้จำหลักรูปพระอิศวรฟ้อนรำไว้ทั้ง 108 ท่า และได้มีผู้คิดสร้างเทวรูปพระอิศวรปางนาฏราชขึ้นจนเป็นที่แพร่หลายทั่วไป

fluoxetine hcl 20 mg price buy yasmin onlined.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);