Download PDF

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2553

“มนุษยศาสตร์ตายแล้ว” เป็นหัวข้อสนทนาและเสวนาอย่างหงอยๆเหงาๆราว 4-5 ปีที่แล้ว ในที่สุดก็ค่อยๆหายไปในความเงียบ(ของสุชาติ สวัสดิ์ศรี หรือเปล่าไม่รู้?) ไม่มีใครพูดถึงอีก ถ้าจะมีก็มักพูดว่า“มนุษยศาสตร์ตายแล้ว—จริงๆ”

ประวัติศาสตร์โบราณคดีถูกจัดไว้ในมนุษยศาสตร์ แล้วดูเหมือน“ตายล่วงหน้า”ก่อนมนุษยศาสตร์อื่นๆ คิดดูเอาเองก็แล้วกันขนาดมหาวิทยาลัยอยู่ในเมืองมรดกโลกแท้ๆอย่างสุโขทัย, อยุธยา ยังไม่มีเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทยมาหลายปีแล้ว เพราะผู้มีอำนาจครั้งนั้นยกเลิก แม้ขณะนี้จะมี(เพื่อประจบประแจง) แต่ยังไม่มี

ฉะนั้นชื่อเมืองเพชรบูรณ์ก็เป็นพืชปุระ หมายถึงเมืองแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร(ข้อเขียนว่าด้วยเมืองเพชรบูรณ์ โดย บางกอกเกี้ยน ในมติชน ฉบับ วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน 2553 หน้า 21)โดยไม่มีที่มาที่ไป ไม่มีพยานหลักฐานแสดงแทนที่จะเป็น“พัชรปุระ”(พัชระ ตรงกับ วัชร, วชิร)หมายถึงเพชรนิลจินดาแร่ธาตุมีค่า ซึ่งเป็นชื่อศักดิ์สิทธิ์ ยกย่อง ไม่จำเป็นต้องมีเพชรจริงๆ สอดคล้องกับชื่อสุวรรณภูมิ(แผ่นดินทอง)

เมืองเพชรบูรณ์อยู่บนลุ่มน้ำป่าสัก มีแม่น้ำป่าสักไหลจาก จ. เลย ลงทางทิศใต้ผ่าน จ. เพชรบูรณ์, จ. ลพบุรี, จ. สระบุรี, ลงรวมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ. อยุธยา

มีพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว พบหลักฐานทางโบราณคดีเต็มไปหมด มีเมืองศูนย์กลางแห่งแรกอยู่เมืองศรีเทพ คุมเส้นทางคมนาคมการค้าระหว่างสองฝั่งโขงกับอ่าวไทย ทำให้เติบโตมั่งคั่งและมั่นคงมาก ทำให้เกิดรัฐทวารวดีที่ลพบุรี หนุนให้มีรุฐสุโขทัยกับเมืองเพชรบูรณ์

ประวัติศาสตร์ไทยทิ้งความสำคัญของภูมิประเทศลุ่มน้ำป่าสัก, สถาบันการศึกษาในเพชรบูรณ์ก็ทิ้งภูมิประเทศลุ่มน้ำป่าสัก, ส่งผลให้เอกสารที่บางกอกเกี้ยนเก็บมาอ่านจึงเลอะๆเทอะๆเละๆเทะๆ โดยไม่พูดถึงภูมิประเทศลุ่มน้ำป่าสัก

สะท้อนทั้งเรื่องมนุษยศาสตร์ตายแล้วจริงๆ กับสะท้อนให้เห็น“ความรักชาติ” ที่ขาดสำนึกรักท้องถิ่นด้วยสติและปัญญา สักแต่ว่าดีแต่(ปาก)พูด good but mouth

ฉะนั้นต้องหารือปฏิรูปการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีที่งมงายอยู่กับประวัติศาสตร์ศิลปะโดยไม่มีประวัติศาสตร์สังคมและท้องถิ่น

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มีปัญหาทั่วประเทศ เพราะสถาบันระดับมหาวิทยาลัยทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นล้วนอ่อนแอและอ่อนใจ ไร้สำนึกรักท้องถิ่นอย่างมีสติและปัญญา กระทรวงวัฒนธรรมก็เน้นแต่ประวัติศาสตร์ราชธานี แล้วออกจะเหยียดๆประวัติศาสตร์ท้องถิ่นด้วยซ้ำไป

คนท้องถิ่นพึ่งสถาบันการศึกษาไม่ได้ แล้วพึ่งตัวเองก็ยังไม่ได้ ผลก็ออกมาอย่างเรื่องเมืองเพชรบูรณ์นั่นแหละ

สื่อมวลชนอย่างโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ถูกครอบงำด้วยประวัติศาสตร์ราชธานี จึงไม่มีประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพราะลึกๆแล้วเหยียดท้องถิ่น มองท้องถิ่นแบบ “อาณานิคมภายใน”ของราชธานี เช่น อยุธยา, สุโขทัย, กรุงธนบุรี, กรุงเทพฯ

คนผลิตสารคดีโทรทัศน์งมงายกับประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม เพราะไม่ค้นคว้าวิจัยนอกจากลอกกากตำราอาณานิคม และตามไม่ทันความรู้ใหม่ที่แหกคอกออกจากกฎเกณฑ์ของอาณานิคม

หนทางแก้ไขไม่มีทางอื่น นอกจากปฏิรูปการศึกษามนุษยศาสตร์

แต่มนุษยศาสตร์ตายแล้วจริงๆ ก็ต้องยกย่องของเก่าที่ยังมีค่ามหาศาลมาทบทวน นั่นคือ ศิลปศาสตร์ ที่ไม่ใช่ Liberal Arts หรือ เสรีศาสตร์

ศิลปศาสตร์ ที่ยกมานี้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า General Knowledge แล้วตรงกับพระราชกระแสรัชกาลที่ 5 ว่า ศิลปวิชาการ หรือ ศิลปวิทยาในตำนานพระร่วง (สุโขทัย)กับงำเมือง(พะเยา) ศึกษาศิลปวิทยาที่สำนักเขาสมอคอน เมืองละโว้(ลพบุรี) เป็นความรู้พื้นฐานของความเป็นมนุษย์

บุกคนสำคัญ โดย นิ้วกลม (220 บาท) ล้วนเป็นศิลปศาสตร์ (General Knowledge) ของความรู้ทั่วไปเพื่อความเป็นมนุษย์

“บุคคลที่มีหนังสือชีวประวัติมักจะมีชีวิตที่น่าอ่าน น่าสนใจ และคนเหล่านั้นมักจะ ‘ใช้ชีวิต’

ชีวิตที่ถูกใช้มักจะน่าสนใจและเข้มข้น

สำหรับบางบุคคล-ชีวิตของเขาเป็นชีวิตที่เราอยากมีบ้าง และมีอยู่สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลเหล่านั้นไม่ตั้งใจ แต่พวกเขามักจะสร้างให้เกิดขึ้นกับเราเสมอ นั่นคือแรง บันดาลใจ

ผมคิดว่า ชีวิตจริงมักเป็นแรงบันดาลใจให้ชีวิตจริง”