หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ.2553

 

“พิพิธภัณฑ์” ในความรับรู้ของปัญญาชนรุ่นรัชกาลที่ 5 มีความหมายกว้างขวางกว่าของชนชั้นนำทางราชการรุ่นรัชกาลที่ 6 สืบถึงปัจจุบัน ผมสำรวจได้จากบทความเรื่อง“ภาวะอย่างไรหนอที่เรียกว่าศิวิไลซ์ฯ”(ชื่อเรื่องยาวกว่านี้มาก) ของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล(พิมพ์ในรัฐศาสตร์สาร ปีที่ 24 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2546)

“พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของสยาม”ตามที่จมื่นศรีสรรักษ์ไปดูแบบที่อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน แล้วทำรายงานเสนอราว พ.ศ. 2440 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 5 มีหลายอย่างดังนี้

  1. พิพิธภัณฑ์การค้าและธรรมชาติ เพื่อการศึกษาและเพื่อชักจูงให้เกิดการค้าและการผลิต
  2. พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา หรือ Natural History เพื่อแสดงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ, พืชพันธุ์, สัตว์, สินแร่, และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ
  3. พิพิธภัณฑ์ช่างฝีมือไทยทั้งเครื่องราชูปโภค เพื่อแสดงช่างฝีมือไทยต่างๆและของต่างประเทศ

แต่ไม่ได้ทำ เพราะไม่มีงบประมาณ โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งชาติแห่งแรกนี้ เป็นอันต้องล้มเลิกไป แต่มีการจัดแสดงนิทรรศการแบบชั่วคราวเป็นระยะๆเรื่อยมา

ราวหลัง พ.ศ. 2460 ชนชั้นนำของสยาม ร่วมกับ ยอร์ช เซเดส์ แห่งสำนักฝรั่งเศสฯ ยัดเยียดพิพิธภัณฑ์ให้มีความหมายคับแคบ“แบบอาณานิคม” ผูกติดอยู่แค่การจัดแสดงโบราณศิลปวัตถุทางประวัติศาสตร์โบราณคดีเท่านั้น

ความรู้โบราณศิลปวัตถุทางประวัติศาสตร์โบราณคดีเกี่ยวข้องกับ“สุนทรียะ”ชั้นสูงที่อยู่ภายในศิลปวัตถุนั้น เป็นสมบัติของ“ผู้ดี”มีสกุลสูงเท่านั้น ฝูงไพร่ไม่มีความรู้อย่างนี้

การจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จึงมีขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของชนชั้นนำ ซึ่งล้วนเป็น“ผู้ดี”มีสกุลสูง และเศรษฐีมีทรัพย์ลูกหลานพันธุ์มังกร แต่ไม่เกื้อกูลแบ่งปันเผนแพร่ความรู้สู่สามัญชนชาวบ้าน (อ่านความเห็นเพิ่มเติมของคุณสฤณี อาชาวนันทกุล ผมคัดมาไว้ในพื้นที่สุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม ฉบับวันนี้แล้ว)

น่าประหลาดที่ทัศนะคับแคบ“แบบอาณานิคม”อย่างนี้ยังมีอยู่ในสถาบันที่มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะ, พิพิธภัณฑ์, ประวัติศาสตร์โบราณคดี ฯลฯ ส่งผลให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไม่ตอบสนองการศึกษาของไทยไม่ว่าแบบไหนๆของสามัญชนชาวบ้านเลยแม้แต่น้อย

พิพิธภัณฑ์ฯที่ตั้งอยู่ในจังหวัดต่างๆจึงไม่มีประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของที่นั้นๆ ถ้าจะมีบ้างก็อย่างจำใจ“ขายผ้าเอาหน้ารอด” ไม่ได้สนองความต้องการความรู้ของท้องถิ่นแท้จริงเลย ได้แต่สนองคุณฝรั่งเศส

คนทั่วไปก็ไม่เข้าพิพิธภัณฑ์ เพราะมีแต่เศียรพระ, ขาพระ, แขนพระ, และศิวลึงค์ ไม่รู้จะเข้าไปดูอะไร? ดูทำไม? ฯลฯ เสียเวลาเปล่า

ตำนาน โซ่งตักน้ำเข้าวัด ของ ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ (160 บาท)

อธิบายปก : ภาพวิธีโซ่งเมืองเพชรสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เป็นภาพเขียนสีฝีมือ ครูหวน ตาลวันนา (พ.ศ. 2404-2495) บรมครูช่างเมืองเพชรต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ภาพนี้เขียนด้วยสีฝุ่นคอสองศาลาการเปรียญ วัดเกาะ อ. เมืองฯ จ. เพชรบุรี เนื้อหาของภาพบอกเล่าสภาพวิถีชีวิตครอบครัวโซ่งเมืองเพชรในอดีต

ในภาพที่อยู่อาศัยของโซ่ง มีรูปทรงคล้ายกระดองเต่า(เฮือนโซ่ง) ผู้ชายเข้าป่าล่าสัตว์ ผู้หญิงตักน้ำอยู่กับเฮือนเลี้ยงลูก จากภาพสื่อให้เห็นถึงอัตลักษณ์การแต่งกายของสตรีโซ่ง ที่เกล้าผมนุ่งซิ่นลายแตงโม และคาดผ้าเปียว(ผ้าฮ่างนม) ส่วนภาพสตรีโซ่งเปลื้องผ้าอาบน้ำอยู่ริมหนอง นั้นก็เป็นวัฒนธรรมเฉพาะชนเผ่าชาติพันธุ์โซ่งในอดีต การเปลื้องผ้าอาบน้ำริมหนองของสตรีโซ่งปัจจุบันคงหาดูได้จากคอสองศาลาการเปรียญ วัดเกาะเท่านั้น

อนึ่ง ครูหวน ตาลวันนา บรมครูช่างเมืองเพชร มีภรรยาชื่อแม่หลิม ตาลวันนา เป็นบุตรีของเพียโซ่ง บ้านสะพานยี่หน(บ้านตาล) ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับเขาวัง การเขียนภาพวิถีชีวิตโซ่ง ท่านน่าจะประสบพบเห็นมาโดยตรง ภาพเขียนนี้ ครูหวน ตาลวันนา เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5

cost of fluoxetine 10 mg avanafil orderdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);