Download PDF

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2553


“เรียนรู้อดีต รับใช้ปัจจุบัน สร้างสรรค์อนาคต” เป็นที่รู้กันดีในประเทศทุนนิยมก้าวหน้า เช่น ฮอลลีวู้ด(อเมริกา), โอชิน(ญี่ปุ่น), แดจังกึม(เกาหลี), สามก๊ก(จีน), กำลังภายใน(ฮ่องกง, ไต้หวัน) แม้กระทั่งนาร้าย-นารายณ์(อินเดีย)

เพราะประเทศเหล่านี้เข้าใจดีว่าความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณคดี วรรณคดีเพลงดนตรีดั้งเดิม มีพลังมหาศาลผลักดันให้เกิดงานสร้างสรรค์, และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ในนาม Creative Economy, Creative City, Creative Thailand

ยกเว้นประเทศไทย

มีกรณีตัวอย่างในกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อข้าราชการหัวนอกหัวหงอกหัวดำหัวเถิกหัวล้านพวกหนึ่ง “กึ่งดิบกึ่งดี” คิดว่าตัวเองเป็นฝรั่ง แต่หน้าลาว วางตนเป็น“อำมาตย์” ผู้มีอำนาจสั่งการว่างานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ต้องเป็นเรื่องสมัยใหม่เท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับงานประวัติศาสตร์โบราณคดี วรรณคดี เพลงดนตรีไทยและสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์

ผลคืองานศิลปกรรมร่วมสมัยของไทยมักลอกแบบจากแม็กกาซีนทางศิลปะทั้งของฝรั่ง, ญี่ปุ่น, จนถึงเกาเหลาเกาหลี ไม่มีตัวตนของตนที่แท้จริง เพราะไม่รู้จักตัวเอง

ศิลปินร่วมสมัยของไทยจำนวนไม่น้อยพากันแสดงออกอย่างผิวเผิน และเป็น“ทัวริสม์” เหมือนกิจกรรมทำเทียมในสยามสมาคม กับศูนย์มานุษยวิทยา แล้วทำกร่างอวดฝรั่งสร้างราคาด้วยรูปแบบที่ไม่มีเนื้อหา แต่ตกเป็นเหยื่อกิมจิ-แดจังกึมของเกาหลีที่มีกึ๋นมากกว่า เพราะ“เรียนรู้อดีต รับใช้ปัจจุบัน สร้างสรรค์อนาคต”ด้วยประวัติศาสตร์สังคมและวรรณคดี เพลงดนตรีดั้งเดิมของตน

อาจารย์สอนวรรณคดีฝรั่งพวกหนึ่งอวดอุตริว่า“ไม่คิดว่าวรรณคดีจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้  ถ้าเอาวรรณคดีมาใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จะอันตรายมาก”

ที่สังคมไทยได้อาจารย์มีทัศนะอย่างนี้ นี่อันตรายมากกว่า

ไม่อยาก“ย้อน”ว่าถ้าอย่างนี้ที่ประเทศไทยเอาศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นวรรณคดีเล่มแรกมาเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีเรื่องประดิษฐ์อักษรไทยก็อันตรายมากๆใช่ไหม? —บอกแล้วว่าไม่อยาก“ย้อน”

แท้ที่จริงแล้วอาจารย์ฝรั่งหัวแดงทั้งหลายในโลกทุนนิยมก้าวหน้า ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า“วรรณคดี คือประวัติศาสตร์สังคม”

ฉะนั้น ยิ่งประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยไม่มีสังคม ประวัติศาสตร์ไทยก็ยิ่งต้องศึกษาจากวรรณคดีไทย เพราะมีชีวิตและสังคมเต็มไปหมด

หลังอังกฤษปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ พ.ศ. 2323 และหลังอังกฤษยึดครองอินเดียและลังกา ทำให้สยามมีการค้ามั่งคั่งจนเกิดมีคนชั้นกระฎุมพีมากขึ้น เช่น สุนทรภู่ เป็นต้น

คนชั้นกระฎุมพีต้องการ“ดนตรีเพื่อฟัง”อย่างยุโรป แต่ดนตรีสยามไม่มีเพื่อฟัง มีแต่เป็นส่วนประกอบพิธีกรรม หรือประกอบการแสดง เช่น โขนละคร เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เลยเริ่มมีดนตรีเพื่อฟัง เห็นได้ชัดจากการบรรเลงเพลงเดี่ยว หรือ Solo รู้จากวรรณคดีไหว้ครูปี่พาทย์ว่า“ครูมีแขกคนนี้เขาดีครัน เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ” หมายความว่าครูดนตรีสยามชื่อมี เป็นเชื้อแขก ชำนาญเดี่ยวปี่เพลงทยอยมีชื่อเสียงร่ำลือทั้งกรุงเทพฯในหมู่คนชั้นนำ

สุนทรภู่เลยให้ตัวละครเอกใน“นิยาย”กลอน พระอภัยมณีเชี่ยวชาญเดี่ยวปี่ ดังเป็นที่รู้กัน ในวรรณคดีเรื่องนี้บอกให้รู้ว่าสังคมสยามครั้งนั้นให้คุณค่าดนตรีอย่างไร?

ประวัติศาสตร์ไทยมีบอกเรื่องการล่าอาณานิคมของยุโรป แต่ไม่มีบอกว่าคนชั้นนำสยามยุคนั้นรู้สึกอย่างไรกับสงครามล่าเมืองขึ้นของอังกฤษที่กำลังคืบคลานเข้าย่างกุ้ง,  สิงคโปร์ ฯลฯ ใกล้สยามเข้ามาทุกที

เรื่องพระอภัยมณีของสุนทรภู่บอกไว้ทั้งเล่ม เพราะเป็นวรรณคดีต่อต้านการล่าอาณานิคมของอังกฤษ เห็นได้จากให้อังกฤษเป็น“โจร”

ลักษณะต่อต้านอาณานิคม ดูได้จากสุนทรภู่กำหนดให้พระอภัยมณีแก้ปัญหาด้วยปัญญา คือดนตรีเป่าปี่ ไม่ใช้ความรุนแรง โดยเน้นเจรจาสันติวิธีกับนางละเวงวัณฬา ด้วยคำขวัญว่า

Make love and peace, not war.

อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ “รู้จักอดีตรับใช้ปัจจุบัน สร้างสรรค์อนาคต” อย่างลึกซึ้ง ถึงได้รับยกย่องจากนานาชาติเป็น “เฟื้อ หริพิทักษ์”แห่งสยามประเทศไทย

(ล่าง) พระพุทธบาทกลางน้ำ ภาพคัดลอกจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนปลาย ภายในตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดพุทไธสวรรย์ จ. พระนครศรีอยุธยา เฟื้อ หริพิทักษ์ คัดลอกไว้เมื่อ พ.ศ. 2494 ขนาด 121.5 x 91 ซม. นับเป็นงานคัดลอก “พุทธศิลป์” ชั้นเลิศ ถ้าหากไม่ได้คัดลอกเก็บไว้ อาจจะถูกทำลายไปสิ้นแล้วก็เป็นได้ ชมได้ที่หอศิลป์เจ้าฟ้า