หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553    

“คนที่รับกับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็ไม่สมควรจะอยู่รอด”

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนบอก(ในมติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 19 เมษายน 2553 หน้า 6) ในบทความเรื่องพูดจาภาษาเอลีต(ด้วยกัน) แล้วอธิบายว่า

“กลุ่มคนที่ไม่ยอมรับว่าสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว และไม่พร้อมจะปรับเปลี่ยนอะไรเพื่อรองรับสำนึกใหม่นี้เลย คือกลุ่มเอลีตหรือชนชั้นนำของสังคม”

“ยิ่งปฏิกิริยาที่เอลีตบางคนแสดงให้เห็นระหว่างการชุมนุมประท้วงใหญ่ของ นปช.ในครั้งนี้  ก็ยิ่งชี้ให้เห็นว่าเอลีตทางเศรษฐกิจ, การเมือง, ศิลปะ, ศาสนา, วิชาการ, ฯลฯ ไม่พร้อมจะปรับเปลี่ยนอะไรเลย”

“น่าห่วงอย่างยิ่ง”อาจารย์นิธิบอกไว้

แต่น่าห่วงกว่านั้น เมื่ออ่านพบในคอลัมน์ลึกแต่ไม่ลับ ของ จรัญ พงษ์จีน (ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 16-22 เมษายน 2553 หน้า 8) บอกว่าเอลีตในพรรคประชาธิปัตย์ รับกับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เมื่อ“เด็กรุ่นใหม่”หรือ“รุ่นน้อง”พากันทำตัว“มีร่างแต่ร้างใจ” จะขอยกมาทั้งหมด ดังนี้

 …………

หันมาดูบรรยากาศภายในพรรคประชาธิปัตย์กันดูมั่ง หลังสลายม็อบ จนแปรเป็นวิกฤตนองเลือด บรรดา“มวยใหญ่”ของพรรคพากันหัวเสีย ปิดมือถือหลบหนีกันคนละทิศละทาง เพราะความไม่พอใจถึงขีดสุด

ก่อนหน้านี้“มวยใหญ่”ทั้ง “ชวน หลีกภัย-บัญญัติ บรรทัดฐาน-เทอดพงษ์ ไชยนันท์” ที่มีอารมณ์น้อยใจเป็นทุนเดิม ที่“รุ่นน้อง”หลงลืมผู้หลักผู้ใหญ่เหล่านี้ ทำอะไรไม่เคยปรึกษาหารือ หรือแนะนำอะไรไปก็ไม่ฟัง

ตั้งแต่การประกาศภาวะฉุกเฉิน “มวยใหญ่”ไม่เห็นด้วย เพราะเท่ากับไปขีดกรอบให้กับตัวเอง ต้องใช้กำลังเข้าสลายผู้ชุมนุมในท้ายที่สุด

การปราบปรามและการใช้กำลัง มีคนล้มตายจำนวนมาก มี“ตราบาป”ประทับไปตลอดกาล

“มวยใหญ่”น้อยใจว่า“เด็กรุ่นใหม่” ไม่เข้าใจนิยามพรรคประชาธิปัตย์ทะลุกลางปล้อง

อดีตที่ผ่านมา เอาตั้งแต่ยุค ควง อภัยวงศ์-เสนีย์ ปราโมช ประชาธิปัตย์ยืนเคียงข้างประชาชน ต่อสู้กับเผด็จการทหารมาตลอด

จู่ๆกลับตาลปัตร ไปจับคู่จับขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับทหาร สุดท้ายกลายเป็นสงครามนองเลือดกลางกรุง

เกิดขึ้นในยุคประชาธิปัตย์ ยืนอยู่ภายใต้ร่มเงาทหาร ที่เปรียบเสมือนเปลือกหอย

3 ผู้อาวุโส มวยใหญ่ของประชาธิปัตย์ทั้ง “ชวน-บัญญัติ-เทอดพงษ์”   จึงน้อยใจแฝงด้วยความผิดหวัง

 …………….

ถ้าข้อเขียนของคุณจรัญเป็นเรื่องจริงทั้งหมด “มวยใหญ่”ผู้อาวุโสควรรู้ได้ด้วยตนเองว่า“รุ่นน้อง”หรือ“เด็กรุ่นใหม่” ได้มรดกอำนาจสมปรารถนาแล้ว ไม่ต้องการพึ่งพา“มวยใหญ่”ผู้อาวุโสอีกแล้ว

ที่เขาเคยเคารพนับถือมาก่อนก็น่าจะรู้ว่าทำตามประเพณีเท่านั้น หรือทำอย่างหน้าไหว้หลังหลอกให้พ้นๆไปแค่นั้น เพื่อหวังให้“มวยใหญ่”ผู้อาวุโสปล่อยอำนาจจากมือ เมื่อได้อำนาจ(สมใจนึกบางลำพู)แล้วก็ถือว่าแล้วกันไป นี่เป็นวัฒนธรรมใหม่ล่าสุดของคนยุคใหม่ที่ไหนๆก็อย่างนี้ทั้งนั้น คือเอาแต่ได้อย่างตะกละตะกลามมูมมาม เสมือนกินข้าวแล้วขี้รด“เสื้อนา” กินปลาแล้วขี้รด“เสื้อน้ำ”

จะมาน้อยอกน้อยใจผิดหวังอะไรอีก ควรไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้แล้ว หรือ รับกับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่สมควรจะอยู่รอด

ราคา 400 บาท

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยที่ศึกษาการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งเริ่มผลิตขึ้นในทศวรรษ 2510 นั้น ถูกครอบงำด้วยแนวคิด“ชิงสุกก่อนห่าม” แนวความคิด“ปฏิปักษ์ปฏิวัติ” ดังกล่าวยังคงดำรงฐานะครอบงำความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองกระแสหลักของสังคมมาจนปัจจุบัน

การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475  ของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์(รองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ปรากฏสู่บรรณพิภพครั้งแรกในปี 2535 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 60 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

นิธิ เอียวศรีวงศ์ ยกย่องว่า “ในงานชิ้นนี้อาจารย์นครินทร์ได้ใช้หลักฐานจำนวนมากเพื่อจับความหมายอันแท้จริงของอุบัติการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2470 ก่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับสังคมไทยทั้งก่อนและหลัง 2475 และทำให้การศึกษาเกี่ยวกับ 2475 ก้าวพ้นข้อถกเถียงที่ออกจะตื้นเขินว่าการยึดอำนาจจำเป็นหรือไม่ ควรหรือไม่ ชิงสุกก่อนห่ามหรือไม่ ฯลฯ เสียที—–” “งานศึกษาชิ้นนี้เป็นความยิ่งใหญ่ จะอยู่ในสถานะที่สูงในวงการวิชาการที่สนใจ 2475 ไปอีกนาน”buy prozac fluoxetine online buy cheap cialis super active}