Download PDF

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553


“รัฐบาลตั้งใจส่งเสริมการอ่าน และให้ความสำคัญกับการอ่านในฐานะวาระแห่งชาติ”

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีศึกษาฯป่าวประกาศ(มติชน ฉบับวันพุธที่ 7 เมษายน 2553 หน้า 23) เหมือนรัฐมนตรีศึกษาคนก่อนๆ จะต้องบอกสาธารณชนอย่างเดียวกันหมดว่าให้ความสำคัญกับการอ่าน

“ประชาชนชาวไทยจะต้องให้ความสำคัญด้วย” นายชินวรณ์บอกว่า “ทุกภาคส่วนในสังคมต้องถือว่าการอ่านเป็นภาระรับผิดชอบร่วมกัน ต้องจัดโอกาสและจัดสภาพแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการอ่าน” นั่นคือ “มีหนังสือดีๆ มีคุณค่า มีประโยชน์ และมีจำนวนมากพอสำหรับประชาชน”

ตรงนี้มีปัญหาแน่ เพราะเกี่ยวข้องกับ“งบประมาณ”อันเป็นหัวใจของผู้มีอำนาจ ในสำนักงานท้องถิ่นนั้นๆ เช่น กศน., ห้องสมุดประชาชนฯ จะไม่ยอม“โปร่งใส”ให้สังคมตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาว่ามีงบประมาณเท่าไร? แต่จะปิดลับหมกเม็ดไว้คนเดียวเพื่ออะไรย่อมรู้ดีทั่วกัน

เท่าที่ได้ยินกับหู รู้กับตาและอยู่แก่ใจ ว่าผู้มีจิตศรัทธาในท้องถิ่นยินดีมีจิตอาสาทั้งร่างกาย, จิตใจ, และทุนทรัพย์ซื้อหาหนังสือ แล้วมาทำกิจกรรมให้ห้องสมุดฯ “เฉลิมราชกุมารี” (ขอย้ำดังๆว่า“เฉลิมราชกุมารี”)ประจำอำเภอนั้นๆเพื่อประโยชน์ของท้องถิ่น

แต่ผู้มีอำนาจในราชการกระทรวงศึกษาเอง ปัดภาระไม่รับผิดชอบ, ไม่อินังขังขอบ, ไม่ให้ความสำคัญ, ไม่ใส่ใจอะไรทั้งนั้น, ฯลฯ ใครอยากซื้อหนังสือให้ห้องสมุดก็ขนมาให้เอง ใครไม่อยากให้ก็ช่างหัวมันปะไร ฯลฯ

ในห้องสมุดก็มีแต่หนังสือโหลๆล้าสมัย ใครอยากมีกิจกรรมก็ตามใจ แต่ห้องสมุดไม่ว่าง ไม่พร้อม ไม่อยากมีกิจกรรม มันเหนื่อยว่ะ

รัฐมนตรีชินวรณ์เคยได้ยินอย่างที่ผมเล่ามานี้บ้างไหม? ทีนี้รู้หรือยังว่า ผู้ขัดขวางความก้าวหน้าการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ ก็คือหน่วยงานของกระทรวงศึกษาฯ ที่เกี่ยวข้องการอ่านโดยตรงนั่นแหละ

ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมมือเต็มที่นานแล้ว แต่ลูกน้องรัฐมนตรีเองต่างหากใส่ เกียร์ว่าง

ระบบราชการจะเชื่อรายงานลูกน้องที่ปกปิดความจริง หรือรายงานความจริงแค่ส่วนน้อยๆส่วนเดียวที่เป็นผลดีแก่ตัวเอง ส่วนมากๆที่ส่งผลเสียจะไม่รายงาน ฉะนั้นสภาพเป็นจริงของห้องสมุดประชาชน“เฉลิมราชกุมารี”จึงตรงข้ามกับรายงานราชการ

ห้องสมุดของประชาชนทั่วๆไปในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีตามจังหวัด, อำเภอต่างๆ ล้วนมีสภาพ“ตามยถากรรม” หรือ“ตามเวรตามกรรม”

ถ้าเทียบกับห้องสมุดประชาชน“เฉลิมราชกุมารี”แล้ว มีฐานะต่างกันมาก ไม่ต้องอธิบายก็คงเป็นที่รู้กัน

แต่ถึงกระนั้นห้องสมุดประชาชน“เฉลิมราชกุมารี”บางแห่งที่ จ. ปราจีนบุรี  ทางลุ่มน้ำบางปะกง ใกล้ๆกรุงเทพฯนี่เอง ไม่เป็นอย่างที่รัฐมนตรีชินวรณ์พูด เพราะที่อ่านหนังสือในห้องสมุดฯกลายเป็นสำนักงานที่ทำการของ กศน. อำเภอ(สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย)

ห้องสมุดคับแคบอยู่แล้ว ยิ่งแคบคับเข้าไปอีกจนไม่อยากเข้าใกล้ รัฐมนตรีชินวรณ์ควรแวะไปดูให้เห็นกับตา จะได้รู้ว่าการอ่านไม่ใช่“วาระ”แห่งชาติ แต่การอ่านเป็น“ภาระ”แห่งชาติอย่างแท้จริง เริ่มจากข้าราชการกระทรวงศึกษานั่นแหละที่เป็นภาระหนักอึ้งมาก

ภาระนี้น่าจะมีต่อเนื่องถึงชาติหน้าก็ยังแก้ไขไม่ได้ ไม่เสร็จ

ห้องสมุดลับ ของ ฮิตเลอร์ แปลโดย โรจนา นาเจริญ (ราคา 240 บาท) เปิดคลังหนังสือของจอมเผด็จการ ผู้“รักการอ่าน” เบ้าหลอมผู้นำนาซีที่คนทั้งโลกต้องตะลึง

ก่อนเยอรมนีพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ฮิตเลอร์ได้ชื่อเป็นนักสะสมหนังสือตัวยง เขามีหนังสือในครอบครองถึง 16,000 เล่มในห้องสมุดลับมากกว่า 3 แห่ง ทั้งในเบอร์ลิน มิวนิค และบ้านพักตากอากศหลายแห่ง หนังสือของฮิตเลอร์มีทั้งแนวประวัติศาสตร์ ปรัชญา การเมือง กวีนิพนธ์และวรรณกรรมคลาสสิก เช่น โรมิโอกับจูเลียต, กระท่อมน้อยของลุงทอม, และ ดอน กีโฆเต้ เป็นต้น

แต่หนังสือเหล่านี้ไม่ใช่แค่ของสะสม มันมีความหมายต่อความรู้สึกนึกคิด และพฤติกรรมของอดีตผู้นำนาซี เสมือนเบ้าหลอมตัวตนอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ บนโลกใบนี้!