หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553

“อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา”(2516) ตรงสี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน-ถนนตะนาว ควรเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมืองไทย 2 ยุค คือ “ยุคก่อน 14ตุลา” และ“ยุคหลัง 14 ตุลา”

แต่แล้วไม่มีใครใส่ใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยจริงๆจังๆ นอกจากดีแต่(ปาก)พูด good but mouth เอาเท่ไว้อวดแค่นั้น เหมือนคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี เคยเขียนไว้นานมากแล้วว่า Intellectual Masturbation

อดีตผู้ว่าฯ กทม.(กรุงเทพมหานคร) พรรคประชาธิปัตย์นักสร้างภาพเคยตีปี๊บออกข่าวจะทำแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมืองตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 จนถึง 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, และพฤษภาคม 2535, ฯลฯ โดยทำป้ายอธิบายที่เกิดเหตุสองข้างถนนราชดำเนิน

แต่แล้วก็เงียบยิ่งกว่าเป่าสาก เหมือนกรุงเทพฯศึกษา เพื่อเผยแพร่ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ ออกข่าวได้หน้าแล้วก็เลิกอย่างเงียบๆ ไม่ใส่ใจอีกเลย

สังคมไทยถูกครอบงำด้วยระบบราชการไทยแบบอาณานิคมมานานมาก เมื่อคิดถึง“มิวเซียม”ก็มีแต่ภาพ“พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ”แบบอาณานิคมที่คร่ำครึ และเป็นเมืองขึ้นของนักล่าเมืองขึ้นจากยุโรป

ขณะเดียวกันก็ประจบประแจงเจ้านายอย่างเชื่องๆ กระทั่ง“พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ”ทั่วประเทศเลยมีหน้าตาพิมพ์นิยมเดียวกันหมด คือมีแต่“รูปแบบ”สวยๆงามๆหรูหราฟุ่มเฟือย แต่ไร้“เนื้อหา”ไม่มีสาระอะไรที่ตอบปัญหาคนไทยและประเทศไทยคือใคร? อะไร? มาจากไหน? ฯลฯ

ฉะนั้น การเมืองในประวัติศาสตร์ไทยจึงไม่มี ถ้ามีก็หล่นจากสวรรค์ เสมือนโคลงกำสรวลสมุทรว่า“อยุธยายศยิ่งฟ้า  ลงดิน”

ถนนราชดำเนิน, สนามหลวง, และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเกือบทุกยุคทุกสมัย ทั้งยุครัฐจารีต, ยุครัฐชาติ จนถึงรัฐประชาธิปไตย

แต่วิธีคิดแบบ“ราชาชาตินิยม”ของราชการไทยในอาณานิคม ไม่อนุญาตให้มี มิวเซียมประวัติศาสตร์สังคมและการเมือง ถ้าอย่างนั้นเรามาร่วมกันทำขึ้นเองตามมีตามเกิดดีไหม?

วิธีทำอย่างง่ายที่สุดคือร่วมกันเขียนบันทึกคำบอกเล่าว่าที่ตรงไหนเคยมีอะไรเกิดขึ้นเมื่อไร? ทำไม? แล้ว“บอกเก้าเล่าสิบ”ปากต่อปากไปเรื่อยๆผ่านอินเตอร์เน็ต, เว็บไซต์, หรืออะไรเทือกนี้ที่ผมเรียกไม่ถูก ทำไม่เป็น

ขณะเดียวกันก็ร่วมกันวิงวอนร้องขอต่อ กทม. ให้เขียนป้ายติดตั้งไว้ตรงสถานที่เกิดเหตุนั้นๆ (เหมือนป้ายท่องเที่ยวที่ทำไว้บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ แต่ไม่ค่อยมีรสนิยมนัก ถึงกระนั้นก็ยังดี) เช่น สองฝั่งถนนราชดำเนิน ฯลฯ

แท้จริงแล้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ควรทำให้จริงจังที่วิทยาเขตท่าพระจันทร์ ผมเคยเขียนวิงวอนร้องขอผู้บริหารไว้นานหลายครั้งแล้ว แต่พวกเขาไม่ได้อ่าน และไม่เคยได้ยิน เพราะสมองถูกครอบงำด้วยพิพิธภัณฑ์“พิมพ์นิยม”แห่งชาติ

ที่มา : มติชน ฉบับวันพุธที่ 21 เมษายน 2553 หน้า 13

ข้อความล้อมกรอบจากมติชน เป็นพยานว่าราชการไทยในอาณานิคมไม่อนุญาตให้มีมิวเซียมประวัติศาสตร์สังคมและการเมือง แต่อนุญาตให้ฝูง“อำมาตย์”ข่มขู่ราษฎรด้วยการอ้างอิงกฎหมายขึ้นทะเบียนโบราณสถานอย่างนี้แหละ มันถึงเกิดเรื่องbuy cheap fluoxetine online buy brand cialis online