หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2553

ดนตรีชาติพันธุ์ เป็นดนตรีดึกดำบรรพ์ของทุกชาติพันธุ์อันหลากหลายของดินแดนสุวรรณภูมิในภูมิภาคอุษาคเนย์ มีหลักฐานนานไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว นับเป็น“บรรพสังคีต”(ผูกขึ้นเลียนแบบคำว่าบรรพชน, บรรพบุรุษ, บรรพสตรี) ของดนตรีไทยและดนตรีสุวรรณภูมิ

เพราะดนตรีไทยเป็นส่วนหนึ่งของดนตรีสุวรรณภูมิอย่างแยกกันไม่ได้

แต่สถาบันการศึกษาและราชการของไทยไม่ยอมรับความจริงที่มีพยานหลักฐานเรื่องนี้ เพราะยังฝังหัวกับวิถีคิดทางประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยที่“ล้าหลัง คลั่งเชื้อชาติ” มีชาติไทยแท้อพยพมาจากที่อื่น

ทำให้ดนตรีไทยมีความหมายเฉพาะมโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย ในราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลางเท่านั้น ไม่มีลุ่มน้ำอื่น ไม่มีดนตรีอย่างอื่น

(ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง มีขอบเขตเหนือสุดอยู่กลุ่มสุโขทัย และใต้สุดอยู่กลุ่มเพชรบุรี)

สถาบันการศึกษากับราชการไทย กำหนดให้ดนตรีอื่นในลุ่มน้ำอื่นๆภาคอื่นๆเป็นดนตรีพื้นเมือง แปลว่าเป็นดนตรีอื่น ไม่ใช่ดนตรีไทย

(แต่ยอมยกย่องดนตรีมอญ คือปี่พาทย์มอญ เพราะราชสำนักรัชกาลที่ 4 ให้บรรเลงในงานพระเมรุ ท้องสนามหลวง ก็เลยไม่เหยียด ซึ่งต่างจากดนตรีเขมร, ลาว, มลายู, ฯลฯ ไม่ยกย่อง)

ดนตรีชาติพันธุ์บางแห่งไม่ถูกจัดเป็นดนตรีพื้นเมือง แต่บางแห่งจัดเป็นพื้นเมือง ถึงกระนั้นก็มีฐานะต่ำกว่าพื้นเมือง ทั้งๆพื้นเมืองเองถูกเหยียดว่าไม่เป็นไทยขั้นหนึ่งแล้ว ทำให้ดนตรีชาติพันธุ์ถูกเหยียดลงไปอีก ทั้งๆเป็น“บรรพสังคีต”ที่ควรยกย่อง เช่น

ปี่น้ำเต้า เป็นต้นเค้าปี่นอก, กลาง, ใน ติ่ง เป็นต้นเค้าเครื่องดีดตระกูลพิณเกราะ หรือกระบอกไม้ไผ่ เป็นต้นแบบให้เกิดระนาด เป็นต้น

ทางออกเรื่องนี้คับแคบตีบตันมากๆจนมองไม่เห็นช่อง เลยขอแนะนำให้ดนตรีชาติพันธุ์เป็นดนตรีทางเลือกของโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ตั้งหลักแหล่งอยู่

มีผู้เกี่ยวข้องดนตรีชาติพันธุ์พยายามเรียกร้องให้ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคยอมรับดนตรีชาติพันธุ์“เข้าระบบ”ไปสอนในโรงเรียน

แต่ผมเห็นว่าไม่สำเร็จ เพราะราชการไม่มีวันยอมรับ ถ้ายอมรับก็เพราะอำนาจจากที่ใดที่หนึ่งส่งตรงลงไป แล้วราชการก็ทำทุกอย่างจนดนตรีชาติพันธุ์เลอะเทอะจน ในที่สุดก็เละเทะเหมือนอย่างอื่นๆที่เป็นไปแล้วมากต่อมาก

ทางเลือกดีที่สุดขณะนี้ คือชุมชนดนตรีชาติพันธุ์ต้องร่วมมือกันช่วยเหลือตัวเองก่อน แล้วแสวงหาลู่ทางร่วมมือกับองค์กรอื่นๆต่อไป เช่น ร่วมมือกับสถาบันที่มีการเรียนการสอนเพลงดนตรี

วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังทำพิพิธภัณฑ์ดนตรีอุษาคเนย์ ที่ผมคิดว่าควรเรียก Music Museum หรือ Museum Music อุษาคเนย์ ควรจัดแสดงเครื่องมือแล้วมีกิจกรรม“เพลงดนตรีชาติพันธุ์”สม่ำเสมอ โดยบันทึกเสียงและภาพเผยแพร่ด้วย

เพลงดนตรีชาติพันธุ์มีพลังเสียงต่างจากเสียงที่คุ้นเคยในสังคมเมือง ปกติแล้วเพลงดนตรีสังคมเมืองทันสมัยและก้าวหน้าจะแสวงหาเสียงใหม่ๆแปลกๆจากเพลงดนตรีชาติพันธุ์มาสร้างสรรค์ให้มีสำเนียงเสียงก้าวหน้าขึ้น ไม่แต่เพลงดนตรีสากลเท่านั้น ในเพลงดนตรีไทยก็มีผู้ทำมาก่อนแล้ว เช่น ครูบุญยงค์ เกตุคง

ดนตรีไทย ต้องยอมรับความจริงว่าดนตรีชาติพันธุ์เป็นบรรพสังคีตของดนตรีไทย แล้วยกย่องเพลงดนตรีชาติพันธุ์มาสร้างสรรค์เพลงดนตรีไทยให้มีเสียงใหม่ๆสะท้อนปัญหาใหม่ๆในโลก

อย่าเสวยสุขบนกองบุญเก่าของบูรพาจารย์ แล้วยโสโอหังบังอาจอวดแค่ “ความจำ”สำหรับหยามเหยียดคนอื่นเพื่อยกตนข่มท่าน โดยไม่เคยสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาแม้แต่น้อย พอไม่มีใครสนใจก็โมโหโกรธา

fluoxetine online cheap buy cheap dapoxetine online