Download PDF

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ.2553

สงกรานต์เป็นช่วงเวลาการปลดปล่อยเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดที่คนเรามีทั้งปีที่ผ่านมา เช่น ตึงเครียดจากการทำมาหากิน,จากการรักษาจารีตประเพณี, จากการเมืองเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำอย่างสูง ฯลฯ

เมื่อถึงช่วงเวลาสงกรานต์จะมีประเพณีพิธีกรรมการละเล่นสนุกสนานละเมิดข้อห้ามต่างๆได้โดยไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่ต้องมีขอบเขตไม่ทำร้ายบุคคลอื่นให้บาดเจ็บหรือล้มตาย

มีเอกสารบันทึกว่า สงกรานต์ในอดีตอนุญาตให้พระสงฆ์ในหมู่บ้านร่วมเล่นแข่งขันกับชาวบ้านได้ เช่น พระสงฆ์แข่งเรือ, แข่งเกวียน, แข่งจุดบั้งไฟ ฯลฯ

ขณะเดียวกันผู้หญิงชาวบ้านที่มีข้อห้ามรุนแรงว่าถูกเนื้อต้องตัวพระสงฆ์ไม่ได้ในยามปกติ แต่ในช่วงสงกรานต์บางชุมชนอนุญาตให้ผู้หญิงทำได้ เช่น ในชุมชนหมู่บ้านสมัยก่อน ผู้หญิงร่วมกันอุ้มพระสงฆ์ที่นิมนต์มาฉันอาหารโยนลงไปในแม่น้ำลำคลองหนองบึงได้ และอาจละเมิดกฎเกณฑ์ได้มากกว่านี้ด้วย แต่ไม่ถึงขั้นละเมิดผิดทางเพศ

เอกสารเก่าของรัฐล้านนาโบราณ มีตำนานบอกเล่าว่า ในวันสงกรานต์ชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์ในหุบเขาจะทำพิธีกรรมอย่างหนึ่ง คือพากันสาดน้ำไล่พระเจ้าแผ่นดินของตนที่ประทับในท้องพระโรง พระเจ้าแผ่นดินต้องวิ่งหนี แต่ยามปกติทำอย่างนั้นต้องถูกฆ่า

สงกรานต์ ไม่ใช่ของไทยมาแต่เดิม แต่เป็นพิธีพราหมณ์ในศาสนาฮินดูของชมพูทวีป(อินเดีย) เริ่มต้นแพร่หลายเข้ามามีอิทธิพลในราชสำนักของบ้านเมืองและรัฐบริเวณที่ราบใกล้ทะเลก่อน เช่น ทางภาคใต้, ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา, ทางลุ่มน้ำโขงในกัมพูชา และเวียดนาม

หลังจากนั้น ตั้งแต่ราว พ.ศ. 1200 ถึงแพร่หลายสู่ราชสำนักของบ้านเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปภายใน เช่น อีสานและลาว รวมทั้งราชสำนักหริภุญไชยที่ จ. ลำพูน ตั้งแต่ราวหลัง พ.ศ. 1400

คนพื้นเมืองดั้งเดิมในตระกูลมอญ-เขมร และไทย-ลาว ไม่รู้จักสงกรานต์ของพราหมณ์ แต่มีพิธีกรรมดั้งเดิมเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร เช่น เลี้ยง        ผี, รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่, ฯลฯ อยู่ก่อนแล้ว เมื่อกลุ่มโยนกนำโดยพญามังรายปราบปรามแล้วยึดครองหริภุญไชยได้สำเร็จ สถาปนารัฐล้านนามีศูนย์กลางที่เชียงใหม่ เมื่อหลัง พ.ศ. 1800 ก็รับประเพณีสงกรานต์ไว้ในราชสำนักล้านนาด้วย แต่ยังไม่แพร่หลายถึงคนพื้นเมือง

คนพื้นเมืองล้านนานับเดือนเร็วกว่าคนภาคกลางราว 2 เดือนอยู่แล้ว จึงเพียงรับประเพณีสาดน้ำสงกรานต์ไปจากกรุงเทพฯ หลังสมัยรัชกาลที่ 5 หรือ หลัง พ.ศ. 2400 แล้วประสมประสานประเพณีดั้งเดิมของตนเล่นสาดน้ำสงกรานต์ ในเดือน 5 เมษายนตรงกับกรุงเทพฯ สืบจนปัจจุบันเช่นเดียวกับอีสานและสองฝั่งโขง

สงกรานต์ไม่ได้เป็นแค่ปีใหม่ไทยเท่านั้น  เพราะกลุ่มชนชาติในอุษาคเนย์ที่นับถือพุทธศาสนาล้วนมีประเพณีสงกรานต์เหมือนกัน เช่น ลาว, เขมร, มอญ, พม่า, รวมทั้งลังกา และสิบสองพันนาในประเทศจีน ทั้งหมดทุกแห่งล้วนมีงานประเพณีเฉลิมฉลอง ถือเอาสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของตนด้วย

เหตุที่เป็นอย่างนั้น เพราะสงกรานต์เป็นคติของพราหมณ์ในศาสนาฮินดูของชมพูทวีป(อินเดีย) แล้วพวกพราหมณ์นำเข้ามาเผยแพร่ในราชสำนักของดินแดนสุวรรณภูมิยุคต้นพุทธกาล หลังจากนั้นแพร่กระจายทั่วไปถึงบ้านเมืองที่อยู่ภายในผืนแผ่นดินใหญ่ที่นับถือฮินดู-พุทธแล้วเรียกสงกรานต์ แต่คนทั่วไปบางทีก็เรียก ตรุษสงกรานต์

เสียงจากปัญญาชนสยาม วัย 77 ของ ส. ศิวรักษ์ บอกว่า “ข้าพเจ้าพยายามระวังไม่พูดซ้ำๆซากๆอย่างคนแก่ และพยายามอ่านหนังสือใหม่ๆในภาคภาษาอังกฤษ เก็บความมาขยายในภาษาไทย แต่คงไม่มีอะไรแปลกใหม่มากนัก หากนึกเสียว่าคนชราอายุ 77 แล้ว ได้ถ้อยคำเพียงเท่านี้ ก็คงจะมีค่าอยู่บ้างกระมัง อย่างน้อยก็กับคนที่ชอบงานเขียนและคำพูดของข้าพเจ้า”

“ในเล่มนี้ ซึ่งข้าพเจ้าจงใจอุทิศให้อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ปูชนียบุคคลที่ได้รับความเนรคุณจากคนร่วมสมัย โดยเฉพาะก็ในแวดวงของผู้มีอำนาจและศฤงคารต่างๆ อย่างน้อยท่านก็ไม่ได้รับการเบียดเบียนบีฑา เฉกเช่นท่านที่มีบทบาททางด้านการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยุติธรรมทางสังคม อย่างอาจารย์ปรีดี และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ (ซึ่งก็มีอายุครบศตวรรษในปี พ.ศ. 2554)”